สวัสดีครับ,

เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยว่างเข้าเว็บซักเท่าไร เนื่องจากมีงานเยอะมาก แถมต้องส่งงานภายในสัปดาห์นี้อีกด้วย ผมจึงขอหายหัวไปซักพัก ถ้ามีคำถามอะไรผมจะเสียสละเวลามาตอบครับ
วันนี้ [23 November 2009]ทาง play-asia ส่งของมาแล้ว ซี่งอันที่จริงผมนึกว่ามันหายด้วยซ้ำเพราะใช้เวลาส่งนานผิดปกติ เมื่อมันมาถึงผมรีบมาเปรียบเทียบกับของเทียมให้ทุกท่านได้รับชมครับ

Entry ที่เกี่ยวข้อง : http://otakuv2.exteen.com/20091029/toonzone


Detail :
 


Name (Japanese) : ねんどろいどぷらす ぬいぐるみシリーズ02 「はちゅねミク」
Name (English) : Nendoroid Plus Plush Series 2: Hatsune Miku
Release Date  : 28 October 2009
Pre-order Date : 14 September 2009
Shipping Date : 28 October 2009
Receive package : 23 November 2009 (26 Day)
Publisher : Gift
Official Website : http://www.goodsmile.info/detail/eng/2634/Nendoroid+Plus+Plushie+Series+02%3A+Miku+Hachune.html
Game shop : Play-asia
Price (Japanese) : 3,675 Yen
Price (Thai) : 1352.40 Bath

Image & Caption

Location photography : My Home
Time photography : - (23/11/2009)
Camera : Canon Powershot SX10IS

Inside


 
Describe pictures 01-02 : ท่านศาสนาคงเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่เสียชีวิตอยู่ในโลงแล้วสินะ


 
Describe pictures 03-04 : ของแท้โชว์กางเกงในแต่ของเทียมไม่โชว์ครับ (ฮา)


 
Describe pictures 05-06 : ป้ายข้อความไม่แตกต่างกัน แต่ป้ายรายละเอียดของแท้มีขนาดใหญ่กว่าของเทียมและความคมชัดของแท้ดีกว่ามาก ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ ของแท้มีกระดาษการันตีด้วยว่าแท้ (มีประทับตราสีแดงด้วย) ส่วนของเทียม Hi-Comix การรันตี 



Describe pictures 07 : ลองเปรียบเทียบที่รัดผม ของแท้สีสันสดแต่ของเทียมจืดสนิท และความทนทานของแท้ดีกว่ามากเพราะมีการยัดผ้าแข็งภายในที่รัดผมด้วย ทำให้รูปทรงไม่มีบิดเบี้ยว แต่ของเทียมไม่มีอะไรทั้งสิ้น และการเย็บที่รัดผมของตุ๊กตาจะต่างกันคือ ของแท้จะเย็บที่รัดผมที่ตุ๊กตาข้างหน้าและหลังแต่ของเทียมเย็บที่รัดผมตรงข้างบนจุดเดียว
 
 

Describe pictures 08-09 : รายละเอียดความแตกต่างมีอยู่ทุกจุด ขอเริ่มจากด้านบนลงล่างคือ หัว เป็นอันดับแรก ของแท้และของเทียมใช้เนื้อผ้าชนิดเดียวกันแต่คุณภาพ(ควมหยาบ)แตกต่างกัน กล่าวคือของแท้ผ้าจะหนากว่าเพราะใช้ผ้า 2 ชิ้นประกบกันแต่ของเทียมมีผ้าชิ้นเดียวแถมหยาบกว่ามาก ลักษณะรูปแบบเส้นผมเหมือนกันแต่ของเทียมหยาบมากและไม่สมดุลกับใบหน้า ต่อมาเทียบกับใบหน้า คิ้วของแท้กับของเทียบไม่แต่ต่างกันมากนัก แม้ว่าการเย็บสำหรับของเทียมมีความหยาบกว่า แต่ที่สังเกตได้คือ ของเทียมมีด้ายโผล่ สำหรับลูกตา ขอบตาดำของเทียมทำหยาบกว่าของแท้และมีความหนากว่าของแท้ส่วนตาขาวไม่แตกต่างกันมากนัก สำหรับปากและแก้ม ของแท้มีความละเอียดและไม่หนาเหมือนของเทียม ส่วนตรงคางที่มีรอยเย็บตุ๊กตาของแท้ใช้เย็บถี่ แต่ของเทียมใช้เย็บห่างแถมเห็นเส้นด้ายที่เย็บอย่างเด่นชัดด้วย
 


Describe pictures 10-11 : ชุดของแท้และของเทียม ถ้าหลายคงไม่สังเกตจะบอกว่าไม่แตกต่างกันมากนัก (ตามปกติของเทียมมีเนื้อผ้าและรายละเอียดความหยาบมันแตกต่างกันกับของแท้อยู่แล้ว) แต่แท้จริงมันมีความแตกต่างมากกว่านั้นคือ สีของเสื้อผ้าของแท้สีไม่เข้มแต่ของเทียมสีเข้ม และกระโปรงของแท้สั้นกว่าของเทียมมาก
 


Describe pictures 12-13 : ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ คลิปหนีบเนคไท เพราะของแท้ใช้ผ้าหนา 2 ชิ้นมาเย็บทั้งข้างหนาและข้างหลัง แต่ของเทียมใช้ผ้าที่หยาบและบางมากมาเย็บเฉพาะที่ด้านหน้าเท่านั้น สำหรับตัวเนคไทเอง ของแท้ไม่ถูกเย็บติดกับเสื้อผ้าตรงหน้าท้องแต่ของเทียมมีการเย็บตรงเสื้อผ้าหน้าท้อง


 
Describe pictures 14-15 : พูดถึงเสื้อผ้าตรงกระโปรง ที่ตลกมากคือ ของแท้จะมีสายผ้าที่ด้านซ้ายของตุ๊กตา แต่ของเทียมจะอยู่ที่ด้านขวาของตุ๊กตา


 
Describe pictures 16-17 : มาพูดถึงหูฟังกับส่วนแขนบ้าง สำหรับหูฟังของแท้มีความหนาและสีสันสวยกว่าของเทียม ที่สำคัญของเทียมเอียงเข้าหาหน้าของตุ๊กตา ส่วนแขนของแท้และของเทียมมีตัวเลขตรงไหล่ตุ๊กตาเช่นกัน แต่ของเทียมมีผ้าบังไว้มิด ต้องแงะผ้าออกถึงจะเห็น ส่วนแขนของแท้จะมีรูปร่างสมดุลแต่ของเทียมมันเหมือนท่อระบายน้ำและความยาวสั้นกว่าของแท้อีกด้วย
 

 
Describe pictures 18-19 : ต้นหอมเป็นจุดที่มีความแตกต่างอย่างเด่นชัด ของแท้มีลักษณะเพรียวบางแต่ของเทียมมีลักษณะอ้วนป้อม ส่วนที่ตุ๊กตาจับต้นหอมมีความแตกต่างเช่นกัน คือ ของแท้จับต้นหอมระหว่างปลายต้นหอมกับกลางต้นหอม แต่ของเทียมจับที่กลางต้นหอม
 

 
Describe pictures 20-21 : ด้านหลังของตุ๊กตาแสดงให้เห็นถึงการเย็บได้เห็นเด่นชัดคือ ของแท้เย็บแบบถี่ไม่มีรอยบุ๋ม แต่ของเทียมไม่ใช่ อีกอย่างหนึ่งที่ลืมบอกไปคือ ขาของตัวละครมีความแตกต่างคือ ของแท้สามารถปรับรูปแบบขาได้ เช่น ปรับให้อ้าขากว้างขึ้น เป็นต้น และสามารถจับยืนได้เพราะลักษณะขาเป็นแบบแท่งไม้ ส่วนของเทียมจับยืนไม่ได้ ต่อมาจุดสุดท้ายและเป็นจุดสำคัญที่เมื่อสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วทราบทันทีว่าเป็นของแท้แน่นอนคือ ส่วนผมจะมีเส้นเหล็กขนาดใหญ่ฝังอยู่ในเส้นผมเพื่อให้ผมที่ยื่นออกมามีความสมดุลกับตุ๊กตา (หมายความว่าไม่ให้ระเกะระกะ)

หมดแล้วครับ
มีปัญหาสงสัยอะไรเชิญถาม

ขอบคุณที่รับชมครับ,
สวัสดีครับ,

ปล. สัปดาห์หน้า ตุ๊กตาของแท้จะไปอยู่ที่เพื่อนผมแล้วเพราะมันขอไว้
ปล2. ปั่นงาน ไม่นอน ปวดหัว ตูมึน ตูจะบ้า แอบงีบ ปวดหัว ปั่นงาน ไม่นอน ปวดหัว ตูมึน ตูจะบ้า แอบงีบ ปวดหัว....

Presented By Sanger or The Producer M@ster [23 November 2009]---[XX:XX:XX-18:06:59]

สวัสดีครับ,

พอดีมีงานที่ผมทำส่งอาจารย์อยู่ให้อ่านเล่นคือ "เรื่อง การคมนาคมบริเวณอำเภอเมืองสมุทรปราการ พ.ศ. 2429-2517" ซึ่งในงานผมได้แบ่งออกเป็น 3 บท โดยเรื่องรถไฟสายปากน้ำเป็นเพียงบทที่ 1 ครับ สำหรับข้อมูลที่ปรากฏอยู่นี้ไม่สมบูรณ์ครับ ยังขาดข้อมูลหลายเรื่อง เช่นการนำเข้ารถไฟและลักษณะรถไฟ เป็นต้น แต่เอามาให้ชมเล่นๆก่อนเพราะยังต้องแก้และเพิ่มเติมอีกมาก ที่สำคัญเอาไว้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะเรียนปริญญาโท ต้องทำรายงานเช่นใดครับ เป็นวิทยาทาน

รายละเอียดเพิ่มเติม : ค้นหาข้อมูลที่หอจดหมายเหตุและห้องสมุดตามมหาวิทยาลัยดังๆทุกวันประมาณ 60 วัน และงานนี้ไม่ใช่สารนิพจน์หรือวิทยานิพจน์ นี่เป็นเพียงรายงานของรายวิชาในระดับปริญาโทครับ

รถไฟสายปากน้ำ


เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีชาวต่างประเทศได้เข้ามาขออนุญาต สร้างทางรถไฟ สายปากน้ำ โดยเริ่มต้น ที่บริเวณหน้าสถานีหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร ไปสิ้นสุดที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ จนได้รับพระราชอนุญาตทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นประโยชน์จึงอนุญาตก่อสร้างทางรถไฟสายปากน้ำ

ทางรถไฟสายนี้ถือว่าเป็นทางรถไฟสายแรกในเมืองไทยที่ก่อตั้งขึ้นโดยเอกชน ในรูปแบบของบริษัทมีชื่อว่า "กอมปานีรถไฟ" หรือ "บริษัทรถไฟปากน้ำ" โดยมีการทำสัญญาการสร้างรถไฟสายปากน้ำที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2429 มีผู้ทำสัญญาการสร้างรถไฟสายปากน้ำได้แก่ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ตำแหน่งเสนาบดีผู้ว่าการต่างประเทศ เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในสัญญารถไฟปากน้ำเรียกว่าผู้ให้อนุญาต และแอลเฟรด ยอนลอบเตอด เยฟอานีเอช ประวัติเดิมอาศัยอยู่ที่เมืองกาลิงตัน อาณานิคมของประเทศอังกฤษ (ปัจจุบันคือ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย)และเข้ามาทำงานที่กรุงเทพมหานครเป็นช่างทำแผนที่ทะเลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเป็นสัปเยก (สัปเยกต์หรือสัปเยก คือคำที่คนสยามใช้เรียกคนในบังคับของต่างชาติ) อังกฤษกับ แอนดริยาดูเปลลิสเดริชลู ชาวเดนมาร์ก มีอาชีพเป็นกับตันเรือพระที่นั่งเวสาตรี


สัญญารถไฟสายปากน้ำ[1]

เนื้อความข้อตกลงในสัญญารถไฟปากน้ำมีทั้งสิ้น 47 ข้อ เนื้อหาหลักกล่าวถึงสัมปทานการบริการรถไฟสายปากน้ำ 50 ปีตั้งแต่การทำหนังสือสัญญาและฝ่ายสยามได้ผลประโยชน์ค่าเช่าที่ดินของบริษัทรถไฟสายปากน้ำปีละ 19 บาทโดยกรมรถไฟหลวงเป็นผู้เก็บค่าเช่า แม้ว่าทางสยามให้สิทธิการทำธุรกิจแก่ชาวต่างชาติแต่ในสัญญามีการควบคุมการซื้อที่ดินก่อสร้างทางรถไฟและอาคารต่างๆของทางบริษัทรถไฟปากน้ำอย่างละเอียด คือ

Quote:
ข้อ 3 ผู้ให้อนุญาต (ตามความที่ได้สัญญากันดังที่ว่ามาแล้ว) อนุญาตให้ผู้รับอนุญาตมีอำนาจซื้อที่ดินเปนแนวไปไม่กว้างกว่าเจ็ดสิบห้าฟิต(มาจากคำว่า ฟุต) ตามแนวที่จะทำเป็นทางแตรมเวฤา(มาจากคำว่า ตามเวลา)ทางรถไฟไปนั้น แลตามที่กำหนดไว้ในแผนที่ ซึ่งจะได้รับมอบเจ้าพนักงานดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ข้อ 4 บันดาที่ดินซึ่งอยู่ในกำหนดที่ว่ามาข้างบนนั้นซึ่งเป็นที่หลวงแลในเวลานี้ว่างอยู่จะยอมให้ผู้รับอนุญาตเช่าไปในกำหนดห้าสิบปี คิดค่าเช่าเอเกอ(มาจากคำว่า เอเคอร์)หนึ่งห้าอัฐ แต่เนื้อที่นั้นถ้าผู้รับอนุญาตมิได้ใช้เพื่อการทำทางรถไฟฤารถแตรม(อาจมาจากคำว่า เดินรถตาม)นั้น มากน้อยเท่าใด เมื่อครบกำหนดห้าปี ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญานี้ไป เนื้อที่เช่นนั้นต้องกลับคืนเปนของผู้ให้อนุญาต แลหนังสือเช่าที่ซึ่งมิได้ใช้นั้น ก็เปนอันใช้ไม่ได้

 

สังเกตข้อ 3 และ 4 มีการใช้หน่วยวัดความยาวของตะวันตกในสัญญาคือฟิต(ฟุต)และเอเกอ(เอเคอร์) เนื่องจากอาจต้องการให้สัญญามีการรับรู้ทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจกันและแสดงให้เห็นถึงการรับองค์ความรู้ของชาติตะวันตกมาใช้ในงานราชการของสยาม และฝ่ายสยามมีความระมัดระวังการทำธุรกิจของชาวต่างชาติคือ การออกกฎควบคุมผู้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำโดยมีรายละเอียดดังนี้

Quote:
ข้อ 10 แม้ว่าผู้รับอนุญาตนี้ปรารถนาจะมอบประโยชน์แห่งความอนุญาตนี้ ให้กำปนีใดๆก็ต้องนำหนังสือสัญญาที่เข้าหุ้นส่วนเป็นกำปนีกันนั้น กับหนังสือสัญญามอบอนุญาตให้กำปนีนั้น มาหาฤาผู้ใดให้อนุญาต แลเมื่อผู้อนุญาตเห็นชอบลงลายมือไว้เปนสำคัญด้วย แล้วจึงจะใช้ได้ ถ้ามิฉนั้นซึ่งจะมอบอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดก็เป็นอันใช้ไม่ได้ แต่ต้องถือว่าซึ่งจะอนุญาตดังนี้ จะไม่ขัดขืนโดยเหตุไม่สมควร แลซึ่งจะอนุญาตฤาไม่อนุญาตนั้น ก็ต้องให้เปนไปในกำหนดสามสิบวัน ตั้งแต่วันที่ได้ทำหนังสือสัญญาเข้าหุ้นส่วนแลหนังสือสัญญามอบอำนาจนั้นมาหาฤาผู้ให้อนุญาต

ข้อ 11 แม้ว่าผู้รับอนุญาตปรารถนาจะมอบผลประโยชน์แห่งหนังสืออนุญาตนี้ให้ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งมิใช่กำปนีก็ต้องนำหนังสือสัญญาหนังสือมอบหมายนั้นมาหาฤาผู้ให้อนุญาต และเมื่อผู้อนุญาตไม่เห็นชอบด้วยแล้วจึงจะใช้ได้ถ้าอนุญาตไม่เหนชอบด้วยแล้วหนังสือสัญญามอบหมายอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น ก็เปนอันใช้ไม่ได้

 

เนื้อความกล่าวถึงผู้ที่ต้องการซื้อหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำต้องทำสัญญาบริษัทรถไฟปากน้ำและ ยื่นเรื่องแก่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการคือผู้ให้อนุญาต โดยคำตัดสินผู้อนุญาตถือเป็นสิทธิ์ขาดของการซื้อหุ้นบริษัทรถไฟปากน้ำ ดังนั้นจึงถือว่าอำนาจการตัดสินใจตกอยู่ที่สยามเพียงผู้เดียว สาเหตุอาจเป็นเพราะสยามหวาดกลัวภัยคุกคามจากชาวต่างชาติในการสร้างอาณานิคมที่ ดินแดนต่างๆ ที่สำคัญการทำสัญญาสร้างรถไฟสายปากน้ำเป็นคนในบังคับของอังกฤษอันเป็นประเทศ ที่มีอำนาจจากการสร้างอาณานิคมดินแดนต่างๆในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้ว่าประเทศสยามมีสัมพันธไมตรีกับประเทศอังกฤษสมัยรัชกาลที่ 3 ในเหตุการณ์ทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ 4 ทางอังกฤษต้องการให้สยามยอมรับสนธิสัญญาเบาริง อันเป็นสนธิสัญญามีผลให้สยามต้องเสียอำนาจอธิปไตย และอังกฤษมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตโดยมิได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แม้ว่าการทำสนธิสัญญาเบาริงไม่ได้แสดงถึงความมั่นคงของสยามต่อการรุกรานของชาวต่างชาติแต่เป็นความปลอดภัย ของสยามที่อังกฤษยกเลิกความคิดต้องการสยามเป็นอาณานิคมชั่วคราว ฝ่ายสยามอาจถือว่าผู้สร้างรถไฟสายปากน้ำคืออังกฤษ ถ้าให้อำนาจทั้งหมดอยู่ที่บริษัทอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายอาณานิคมในดินแดนสยามได้โดยง่าย ดังนั้นทางฝ่ายสยามจึงทำรายละเอียดสัญญาโดยทางฝ่ายสยามเป็นผู้คัดเลือกผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว

ประโยชน์สำคัญของการสร้างรถไฟสายปากน้ำที่ฝ่ายสยามบันทึกข้อตกลงในสัญญารถไฟสายปากน้ำปรากฏในข้อที่ 40 ความว่า

Quote:
ข้อ 40 ถ้าเวลาใดเมื่อทำทางรถไฟฤาทางแตรมเว(มาทางตามเวลา)สำเร็จแล้ว ท่านเสนาบดีว่าการทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งเปนอยู่ในเวลานั้น เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งแผ่นดินที่จะได้เอาทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นทั้งหมดหรือส่วนใดๆมารักษาไว้พลาง ฤาจะใช้เพื่อทำการสงคราม ท่านเสนาบดีว่าการทหารก็มีอำนาจที่จะเขียนหนังสือไปถึงผู้รับสัญญา แจ้งความว่าจะรักษาทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นไปพลางฤาว่าจะใช้ทางรถไฟแลทางแตรมเวแลเครื่องแลทรัพย์สิ่งของอื่นๆ ของผู้รับสัญญาแล้ว ผู้รับสัญญาจะต้องมอบทางรถไฟแลทางแตรมเวทั้งหมด ฤาส่วนใดตามที่ต้องการแลที่พักรถไฟแลรถแตรม แลทรัพย์สิ่งของที่ว่ามานั้นให้คนใช้ฤาเอเยน ซึ่งท่านเสนาบดีว่าการทหารจะได้กำหนดไว้ แลจะต้องช่วยท่านเสนาบดีว่าการทหารโดยเตมกำลัง เพื่อที่จะได้ใช้ทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นได้สดวกตลอดทางฤาในส่วนใดๆตามที่ท่านเสนาบดีจะเห็นสมควรแลเมื่อเปนดังนั้นแล้ว ท่านเสนาบดีว่าการทหาร ก็มีอำนาจที่จะบังคับการในทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นได้ตลอด แลจะให้หยุดการบรรทุกของแลโดยสานไปในทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นก็ได้ แลซึ่งผู้ใดจะฟ้องผู้รับอนุญาตฤาฟ้องกล่าวโทษท่านเสนาบดีเพราะที่ทำให้เสียเวลาแลประโยชน์ไป โดยที่ให้อยุดการโดยสานแลบรรทุกของนั้น ฤาโดยที่ได้บังคับรักษาทางรถไฟแลทางแตรมเวดังนั้นก็ไม่ได้เปนอันขาดแต่ต้องถืออยู่เสมอ ว่าท่านเสนาบดีว่าการทหารจะต้องใช้ค่าป่วยการกับผู้รับสัญญา ด้วยทรัพย์สิ่งของใดๆสูญ ฤาเสียไปในเวลาที่ท่านเสนาบดีรักษาอยู่นั้น เว้นแต่ถ้าอันตรายนั้น เปนโดยสัตรูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฤาเปนการที่พระเจ้าบันดาร แลท่านเสนาบดีว่าการทหารจะต้องเสียเงินค่าใช้ทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นนับตามวันฤาส่วนวันที่ได้ไปรักษาอยู่นั้น ตามที่จะเห็นสมควรแต่ไม่ให้น้อยกว่าเงินที่ทางรถไฟแลทางแตรมเวเคยทำได้ในระยะเวลาเท่านั้นแลในระดู(ฤดู)นั้น เปนอย่างกลาง

 

เนื้อความกล่าวถึงเมื่อมีการสร้างทางรถไฟสายปากน้ำเสร็จสิ้น ทางเสนาบดีว่าการทหารสามารถออกคำสั่งใช้งานเพื่อเป็นยุทธปัจจัยเมื่อเกิดศึกสงคราม ทางเสนาบดีว่าการทหารสามารถยึดสิ่งของที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสยามได้ เช่น อังกฤษแอบขนอาวุธและไพร่พลเพื่อบุกยึดสยามและกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ดังนั้นประโยชน์ของการใช้งานเพื่อยุทธวิธีทางการทหารอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอนุญาตการสร้างรถไฟสายปากน้ำนี้

นอกจากลงนามสัญญาเพื่อประโยชน์ยุทธวิธีทางการทหารของสยาม มีการลงนามสัญญาข้อตกลงให้ความสะดวกบริการแก่พระเจ้าแผ่นดินสยามในการเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆโดยให้เตรียมขบวนรถไฟอย่างดีตลอดเวลา ดังหนังสือสัญญาข้อ 41 ความว่า

Quote:
ข้อ 41 ผู้รับสัญญาจะต้องจัดรถอย่างวิเศษสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จรถหนึ่ง ถ้ามีพระราชดำรัสสั่งว่าจะเสด็จประพาศในทางรถไฟ ฤาทางแตรมเวเมื่อใด ผู้รับสัญญาต้องจัดให้มีขบวนรถไปเฉกาะในการเสด็จพระราชดำเนินนั้น แลไม่คิดค่าธรรมเนียมสิ่งใด

 

กล่าวโดยสรุปคือเนื้อหาหลักกล่าวถึงสัมปทานการบริการรถไฟสายปากน้ำ 50 ปีตั้งแต่การทำหนังสือสัญญา แม้ฝ่ายสยามให้สิทธิการทำธุรกิจแก่ชาวต่างชาติแต่ในสัญญามีการควบคุมการซื้อที่ดินก่อสร้างทางรถไฟและอาคารต่างๆของทางบริษัทรถไฟปากน้ำจำเป็นต้องขออนุญาตทางสยามก่อน และควบคุมการทำธุรกิจของชาวต่างชาติคือ การออกกฎควบคุมผู้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำต้องขออนุญาตพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทุกครั้งเพื่อปกป้องความมั่งคงของสยามในสมัยการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ผลประโยชน์ที่สยามได้รับนอกจากค่าเช่าที่ดินของบริษัทรถไฟสายปากน้ำปีละ 19 บาท คือเพื่อประโยชน์ยุทธวิธีทางการทหารของสยาม และให้ความสะดวกแก่พระเจ้าแผ่นดินสยามในการเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆตามทางรถไฟสายปากน้ำ

การทำสัญญารถไฟสายปากน้ำมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบเนื่องจากเป็นหนังสือสัญญาที่ร่างขึ้นจากชาวต่างชาติและเสนาบดีผู้ว่าการต่างประเทศ ดังนั้นการดำเนินงานต่างๆทางกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมทั้งหมด การทำสัญญารถไฟสายปากน้ำนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ.112) ตามหลักฐานคำแปลที่ 11522 หมายเลข 2989 ความว่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการแต่งตั้ง อีซีฟัน มาเลอ อยู่ตำแหน่งผู้แทนหัวหน้าออฟฟิศกลางและเป็นผู้ตรวจบัญชีบริษัทรถไฟปากน้ำ[2]ตามสัญญาใหม่ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2482 ข้อ 68 ความว่า พวกรีดเรกเตอรจะตั้งผู้ตรวจบาญชีครั้งแรก พวกรีดเรกเตอรได้กระทำตามข้อนั้น แลเมื่อวันที่ 12 เดือนนี้ เลขานุการได้มีหนังสือไปยังผ้ออนุญาตให้ ว่าด้วยเรื่องตั้งผู้ตรวจบาญชีกับได้ขอให้ยินยอมที่มิสเตอร์ชีดินเดอร์เซน ผู้ตรวจบาญชีผ่ายผ้อนุญาตให้ ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าเมื่อเริ่มเปิดบริการรถไฟสายปากน้ำ ทั้งสองฝ่ายประสบปัญหาการดำเนินงานจึงมีการเพิ่มเติมเนื้อความในสัญญาอย่างน้อยอีก 21 ข้อ

หุ้นและหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น

บริษัทรถไฟปากน้ำทำหนังสือชี้ชวนผู้ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทตน มีรายละเอียดหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำจำนวน 2,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 80 บาท ถือว่าเป็นการจำหน่ายราคาหุ้นที่สูงกว่ารายได้ของผู้ที่ทำงานในประเทศไทยช่วงเวลานั้น[3] เหตุนี้อาจทำให้บริษัทรถไฟปากน้ำเล็งเห็นการจำหน่ายหุ้นให้บุคคลทั่วไปมีสิทธิเป็นเจ้าของง่ายขึ้น ดังนั้นทางบริษัทรถไฟปากน้ำจำหน่ายหุ้นละ 40 บาท สำหรับจำนวนที่เหลือ 40 บาท ทางบริษัทรถไฟปากน้ำมีการเรียกเก็บเงินภายหลังจำนวน 3 ครั้งๆละ 20 บาท โดยการเรียกเก็บเงินแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน[4] ทางบริษัทอาจต้องการให้ผู้ลงทุนซื้อหุ้นมีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายได้สะดวกในชีวิตประจำวัน

สำหรับมูลค่าหุ้นทั้งหมดคือ 200,000 บาท แต่รายละเอียดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างรถไฟสายปากน้ำในหนังสือชี้ชวนบัญชีหัวเรื่องว่า "เอสติเมต (อาจมาจากคำว่า unlimited)ประมาณทุนทำทาง-รถไฟในชั้นต้น ตารางที่ 1 เงินจำหน่ายในการทำทาง แลสั่งเครื่องทางเครื่องรถไฟ" รวมประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 240,000 บาท และแม้ว่ามีปัจจัยเรื่องการคาดการณ์ขายหุ้นช่วงแรกที่ทางบริษัทรถไฟปากน้ำได้เงินเพียง 100,000 บาท ถ้าขายหุ้นได้ทั้งหมด 2,500 หุ้น และมีการเรียกเก็บเงินภายหลังจำนวน 3 ครั้งช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟ และค่าใช้จ่ายที่เหลือตามประมาณการณ์ 40,000 บาทอาจมีการเพิ่มจำนวนหุ้นขึ้นเพื่อเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหรือกู้เงินจากนายทุน เมื่อเริ่มก่อสร้างทางรถไฟเมื่อปี พ.ศ. 2434 อาจประสบปัญหามากเนื่องจากการสร้างทางรางรถไฟไม่สำเร็จ เพราะการขายหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำไม่ได้จำนวนตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ขาดเงินทุนทำให้ไม่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมและการนำเข้ารถไฟที่ต้องเสียภาษีร้อยละสามทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทยืมเงินทุนจนก่อสร้างและยกเว้นภาษีนำเข้ารถไฟ[5]จนก่อสร้างเป็นผลสำเร็จ

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการถือหุ้นเกิดขึ้นเมื่อบริษัทรถไฟปากน้ำจำหน่ายหุ้นตามต้องการ จึงเชิญผู้ถือหุ้นมาเข้าประชุมเพื่อคัดเลือกผู้มีอำนาจการบริหารของบริษัทรถไฟปากน้ำโดยคิดจำนวนผู้ถือหุ้นมากน้อยตามแต่ตกลงพร้อมแต่งตั้งผู้จัดการ (ไดเรกเตอ) และพนักงานที่ทำงานในสำนักงาน เช่น มิสเตอร์ อีซีฟัน มาเลอ เป็นผู้ตรวจบัญชี นอกจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น มีข้อความเตือนเมื่อทางบริษัทรถไฟปากน้ำขาดทุนจำนวนเงินเท่าใด ผู้ถือหุ้นต้องขาดทุนตามจำนวนหุ้นเท่านั้น อาจถือได้ว่าหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นในช่วงเวลา ร่วมสมัยโดยมีการเตือนถึงความเสี่ยงในการลงทุน

การโฆษณาของหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นนี้ถือเป็นเนื้อความสำคัญหลักโดยมีรายละเอียดหลายประการเพื่อให้ผู้อ่านแลเห็นประโยชน์ของรถไฟสายกรุงเทพ-ปากน้ำ และเหตุผลที่บริษัทรถไฟปากน้ำสามารถทำกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น เช่น

Quote:
เมื่อได้ทำทางรถไฟผ่านไปในไชยภูมิที่ซึ่งเนื่องไปถึงที่ริมฝั่งน้ำฤาลำคลองตำบลที่ซึ่งมีผลประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชพันธุ์เหล่านี้ก็คงจะมีการค้าขายเนื่องตลอดกันมาได้ถึงกรุงเทพฯ โดยง่าย

ทางแต่ปากน้ำถึงคลองขุดใหม่นั้น ถ้ามีทางรถไฟแล้วก็จะไปมาถึงกันได้ใน 45 มินิต ฤเรวกว่าที่จะเดินฤาแจวเรือไปแต่คลองขุดใหม่ถึงบางคอแหลมเสียอีก แลถ้าจะว่าโดยทางไปมาตามธรรมเนียมด้วยกิจธุระอันใดแล้ว พระโขนงกับบางพลีนั้น จะนับว่าใกล้กว่าเขตกรุงเทพฯ ทีเดียวก็ได้

ตามทางรถไฟตลอดทางไปนั้น ก็จะเกิดบ้านเรือนที่อยู่กินขึ้นเปนต้นปลายเขตรกรุงเทพฯ ทางรถไฟนี้คงจะเทียบกับทางเหลกสำหรับรถม้าแต่ใช้เครื่องสตีมได้ เหมือนเช่นทางแตรมเวซึ่งเปนทาหนะไปมาในเมืองที่มีหมู่บ้านตลอดทางเหมือนกัน

 

เส้นทางรถไฟสายกรุงเทพ (หัวลำโพง)- ปากน้ำ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสร็จพระราชดำเนินทรงเปิดทางรถไฟสายนี้เมื่อ 11 เมษายน พ.ศ. 2436

เส้นทางเริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพงเข้าถนนพระรามที่ 4 จนถึงพื้นที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ผ่านถนนเกษมราษฎร์ข้างห้างสรรพสินค้าโลตัสสาขาพระราม 4 ถัดมาเลียบทางพิเศษเฉลิมมหานครและคลองพระโขนง ตัดกับถนนกล้วยน้ำไทอันเป็นทางเข้าท่าเรือคลองเตย ต่อมาจึงลอดใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จากนั้นข้ามคลองพระโขนงเข้าสู่แขวงพระโขนง และเข้าพื้นที่แขวงบางจาก เขตพระโขนง บริเวณใกล้กับทางแยกถนนอาจณรงค์ซึ่งเป็นถนนเลียบทางรถไฟที่สร้างขึ้นเพื่อขนส่งปิโตรเคมีของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ต่อมาเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาและข้ามคลองบางอ้ออันเป็นโรงงานปิโตรเคมีของบริษัท ปตท. และบริษัทบางจาก เข้าพื้นที่แขวงบางนา เขตบางนา ตัดกับถนนสรรพาวุธ

ต่อมาผ่านฐานทัพกองทัพเรือจึงเข้าเขตจังหวัดสมุทรปราการและเป็นจุดเริ่มต้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3109 โดยถนนสายนี้ทำหน้าที่แบ่งเขตระหว่างเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ กับเทศบาลตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง ต่อมาผ่านถนนสุขุมวิท 78 อันเป็นทางเข้าห้างสรรพสินค้าอิมพิเรียลเวิลด์ สำโรง และโรงพยาบาลสำโรง ผ่านถนนปู่เจ้าสมิงพราย ต่อมาลอดใต้ทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ และเข้าถนนสุขุมวิทจนถึงปากน้ำ ถนนหน้าทางเข้าท่าเรือข้ามฟากไปฝั่งพระสมุทรเจดีย์ รวมระยะทางทั้งสิ้น 21.3 กิโลเมตร

การเกิดชื่อถนนทางรถไฟสายเก่าอาจเรียกตั้งแต่การยกเลิกทางรถไฟสายนี้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 ในรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และรื้อทางรถไฟสร้างเป็นถนนพระราม 4 และถนนทางรถไฟสายเก่า จุดเริ่มต้นถนนทางรถไฟสายเก่าเริ่มตั้งแต่พื้นที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ผ่านถนนเกษมราษฎร์ข้างห้างสรรพสินค้าโลตัสสาขาพระราม 4 จนถึงเข้าถนนสุขุมวิท เหตุผลของการยกเลิกรถไฟสายปากน้ำอาจมาจากรถไฟมีสภาพทรุดโทรมเนื่องจากประสบปัญหาการดำเนินงาน ประกอบกับรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ต้องการสร้างและขยายถนนบริเวณถนนพระรามที่ 4 และอาจเกิดผลกระทบจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ปี พ.ศ. 2504-2509 เพราะจุดประสงค์หลักคือการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ได้แก่ ไฟฟ้า, ประปา และ ถนนให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท โดยมิได้ให้ความสำคัญรถไฟเท่าใดนัก

ตารางการเดินรถไฟสายปากน้ำ[6]

ขบวนรถไฟสถานีต้นทางหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร ไปสถานีปลายทางปากน้ำ สมุทรปราการ




หมายเหตุ : สถานีบ้านกล้วย, สถานีบางนางเกรง และสถานีมหาคง เป็นเพียงที่หยุดรถเท่านั้น มิใช่อาคารสถานีรถไฟ ผู้โดยสารที่ประสงค์ต้องการลงสถานีดังกล่าวสามารถบอกเจ้าหน้าที่รถไฟหยุดรถ และเวลาเดินรถอาจมีการเดินรถก่อนเวลา 5 นาทีจากเวลาตามตารางดังกล่าว

ค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมขนส่งสินค้า

ค่าโดยสารแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ รถไฟชั้น 3 คิดค่าโดยสาร 32 อัฐ[7]หรือ 4 เฟื้อง, รถไฟ ชั้น 2 คิดค่าโดยสาร 1 บาท, รถไฟชั้น 1 คิดที่ 1 บาท 32 อัฐ คาดว่าค่าโดยสารดังที่กล่าวมานี้อาจเป็นค่าโดยสารเก็บอัตราเดียวทุกสถานี มิได้เก็บตามระยะทางเหมือนช่วงเวลาร่วมสมัยเนื่องจากไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นอันถือว่าเป็นหนังสือที่มีข้อมูลที่มีการอธิบายการดำเนินงานอย่างละเอียด และประชาชนที่มีอาชีพเกษตรกรรมนิยมใช้บริการรถไฟชั้น 3 เนื่องจากมีราคาถูกและไม่มีเหตุจำเป็นเดินทางด้วยรถไฟชั้นที่ 1 และ 2

หลักฐานค่าโดยสารปี พ.ศ. 2470 ตามเอกสารรายจ่ายของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรความว่า[8] ตั้งแต่สถานีสำโรงถึง สถานีปากน้ำ คนละ 15 สตางค์ หรือประมาณ 10 อัฐ และ 1 เฟื้อง ดังนั้นค่าโดยสารนี้จึงแตกต่างจากหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น อาจเป็นเพราะค่าโดยสารเดิมมีราคาสูงกว่ารายได้ของชาวสยามขณะนั้นจนทำให้ประชาชนไม่ใช้บริการ และอาจเป็นค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 เนื่องจากเป็นการทำงานราชการจึงไม่มีเหตุจำเป็นเดินทางด้วยรถไฟชั้นที่ 1 และ 2

ค่าธรรมเนียมขนส่งสินค้าทางรถไฟปากน้ำ เรียกว่า ค่าระวางบรรทุกสินค้า คิดค่าธรรมเนียมตามน้ำหนักสินค้าตันละ 1 บาท ถ้าผู้โดยสารชั้น 3 ขนส่งสินค้าด้วยตนเองคิดตามจำนวนคนละ 32 อัฐ และไม่มีหลักฐานของการเก็บค่าบริการขนสินค้าที่ตู้รถโดยสายชั้น 1 และ 2 อาจเนื่องจากสถานที่ของตู้รถไฟโดยสารระดับชั้นที่ 1 และ 2 มีพื้นที่คับแคบเพราะมีที่นั่งโดยสารหันตามแนวขวาง ทำให้มีพื้นที่เพียงทางเดินไปมาเท่านั้น แต่ตู้รถไฟชั้นที่ 3 มีพื้นที่กว้างขวางกว่ารถไฟชั้นที่ 1 และ 2

ลักษณะรถไฟ 3 ระดับ

สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊สให้ข้อมูลว่า[9] ลักษณะรถไฟสายปากน้ำแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคือ ชั้นที่ 1, 2 และ 3 แต่ละระดับมีตู้รถไฟเฉพาะตน ลักษณะรถไฟชั้น 3 มีเก้าอี้ไม้ยาวไม่มีพนักพิงวางไว้ทั้งสองด้านติดกับผนังตามแนวยาวของโบกี้รถไฟ ผู้โดยสารเวลานั่งหันหน้าเข้าหากัน สำหรับผู้ที่ไม่มีที่นั่งหรือที่นั่งเต็มจำนวนจำเป็นต้องยืนและจับราวเพื่อพยุงตัวโดยมีราวจับอยู่ 2 แถว ลักษณะของรถไฟชั้น 3 คล้ายคลึงกับรถบริการสาธารณะขนาดเล็กหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า รถสองแถวในช่วงเวลาร่วมสมัย สำหรับรถไฟชั้น 1-2 มีความคล้ายคลึงกันคือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือด้านซ้ายและด้านขวาทั้งสองด้านมีเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่มีพนักพิงสำหรับผู้โดยสารสองคนเรียงไปตามแนวขวาง โดยเก้าอี้ทั้งหมดมีการหันที่นั่งเข้าหากันทำให้ผู้โดยสารเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามสามารถพูดคุยกับผู้โดยสารท่านอื่นได้ แต่มีความแตกต่างเพียงสิ่งเดียวคือ คือ รถไฟชั้น 1 มีเบาะลูกฟูกหรือนุ่นที่เก้าอี้โดยสาร แต่รถไฟชั้น 2 ไม่มีเบาะลูกฟูกหรือนุ่น

สำหรับวิธีการขนส่งสินค้าจำนวนมากกว่า 1 ตัน ทางบริษัทรถไฟปากน้ำอาจมีขบวนรถไฟเพื่อขนส่งสินค้าโดยเฉพาะเนื่องจากต้องใช้เวลานำสินค้าจำนวนมากขึ้นรถไฟซึ่งใช้เวลานาน

วิถีชีวิต[10]

รถไฟจากต้นทางถึงปลายทาง (สถานีหัวลำโพงและสถานีปากน้ำ) ใช้เวลาทั้งสิ้น 60 นาที เมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยเรือพายด้วยระยะทาง 21.3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟสายปากน้ำนิยมใช้บริการรถไฟมากกว่าเรือพายส่วนตัว สำหรับวิถีชีวิตชุมชนคลองสำโรง ผู้ที่มีเรือส่วนตัวนิยมจอดเรือที่ท่าเรือใกล้กับ สถานีรถไฟสำโรงห่างจากด่านเก็บภาษีไม่มากนัก ผู้คนฝั่งสำโรงเหนือและบางพลีจำเป็นต้องผ่านด่านเก็บภาษีสำโรง จากการสัมภาษณ์นาย ประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงให้ข้อมูลว่า สามารถนำเรือส่วนตัวที่ไม่มีจุดประสงค์ทำการค้าผ่านด่านเก็บภาษีโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมอันอาจเป็นนโยบายของสยามขณะนั้น แม้ว่าคลองสำโรงเชื่อมต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทราจึงมีผู้ใช้บริการรถไฟสายปากน้ำบ้าง แต่หลังจากการเกิดเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ผู้คนที่ฉะเชิงเทรานิยมใช้บริการรถไฟเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครแทนการใช้ เรือโดยสาร

ท่าเรือที่ใกล้กับสถานีรถไฟสำโรงอยู่ระหว่างวัดด่านสำโรงและสถานีรถไฟสำโรง ท่าเรือดังกล่าวมีขนาดเล็กเพราะจำนวนเรือส่วนตัวแต่ละวันไม่มากประมาณ 20-30 ลำเนื่องจากจำนวนประชากรบริเวณริมคลองสำโรงมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่นิยมตั้งถิ่นฐานที่ปากน้ำ สมุทรปราการเนื่องจากเป็นชุมชนใหญ่และมีสาธารณูปโภคให้บริการแก่ประชาชน เช่น โรงพยาบาลและโทรเลข เป็นต้น เมื่อผู้คนนำเรือจอดที่ท่าเรือเสร็จสิ้นจึงเดินเท้าไปที่สถานีรถไฟสำโรง สำหรับเรือที่จอดท่าเรือไม่ปรากฏความเรื่องขโมยเรือ เนื่องจากบริเวณชุมชนวัดด่านสำโรงมีสถานีตำรวจขนาดเล็กและมีสภาพสังคมชนบทที่ผู้คนรู้จักกันเพราะประชากรมีจำนวนน้อย สำหรับชุมชนบริเวณวัดด่านสำโรงนิยมเดินทางด้วยเท้าไปสถานีรถไฟสำโรงเนื่องจากมีระยะทางเพียงเดินเท้า 5 นาที

จุดประสงค์การเดินทางรถไฟสายปากน้ำของผู้คนบริเวณริมคลองสำโรงเพื่อเดินทางไปทำธุระที่พระนครหรือปากน้ำอันเป็นสถานที่ราชการของจังหวัดสมุทรปราการ ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนเดินทางไปโรงพยาบาลปากน้ำเพื่อรักษาตัว สำหรับการสาธรณสุขของจังหวัดสมุทรปราการสมัยนั้นมีโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวที่อยู่ใกล้กับชุมชนบริเวณริมคลองสำโรงและมีทางคมนาคมที่ดีคือ รถไฟสายปากน้ำ โดยใช้ระยะเวลาการเดินทางจากสถานีสำโรงไปสถานีปากน้ำเพียง 20 นาที ถ้าโดยสารด้วยเรือพายต้องใช้เวลามากกว่าชั่วโมงหนึ่ง ดังนั้นผู้คนบริเวณริมคลองสำโรงนิยมเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยรถไฟ สายปากน้ำ เป็นต้น สำหรับจุดประสงค์การซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคด้วยทางรถไฟของผู้คนบริเวณริมคลองสำโรง ไม่เป็นที่นิยม แม้ว่าบริเวณชุมชนวัดด่านสำโรงช่วงเวลานั้นไม่มีตลาดซื้อขายอุปโภคบริโภค แต่อยู่ใกล้กับด่านเก็บภาษีประตูน้ำสำโรง ทำให้เรือที่มีจุดประสงค์ทำการค้าต้องจอดเรือเสียภาษี ผู้คนบริเวณวัดด่านสำโรงสามารถเรียกเรือจอดเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ผลไม้ อุปกรณ์การก่อสร้างบ้าน เช่น ใบจากเพื่อทำหลังคาบ้าน เป็นต้น แม้ว่าผู้คนบริเวณริมคลองสำโรงไม่นิยมเดินทางซื้อของอุปโภคบริโภคด้วยรถไฟ แต่พ่อค้าส่วนใหญ่ที่เป็นคนจีนอาศัยและทำธุรกิจที่ปากน้ำนิยมเดินทางด้วยรถไฟชั้น 3 เวลาเช้า (คันที่ 1) เพื่อเดินทางไปที่พระนครหาซื้อสินค้ามาขายที่ปากน้ำและเดินทางขนส่งมาที่ปากน้ำด้วยตนเองโดยเสียค่าธรรมเนียมตามจำนวนคนที่ขนสิ่งของคือ คนละ คนละ 15 สตางค์ สำหรับข้าราชการที่เดินทางมาทำธุระช่วงระหว่างพระนครและสมุทรปราการนิยมใช้รถไฟเนื่องจากมีความรวดเร็วและสามารถเบิกเงินค่าเดินทางรถไฟกับพระคลัง เช่น การจัดหาพันธุ์ข้าวปลูกตามตำบลต่างๆในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ปี พ.ศ. 2470 เป็นต้น[11]

สำหรับการขนส่งสินค้าทางรถไฟเฉพาะสถานีรถไฟสำโรง สินค้าส่วนใหญ่เป็นข้าวสารที่ผลิตขึ้นบริเวณริมคลองสำโรงคือ ตำบลจระเข้, อำเภอบางพลี และอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ[12]เนื่องจากสถานที่กล่าวมานี้อาจมีการผลิตข้าวเปลือกจำนวนมากและมีโรงสีขนาดใหญ่ แต่บริเวณวัดด่านสำโรงจนถึงวัดหนามแดงที่อยู่ริมคลองสำโรงมีโรงสีข้าวเพียงแห่งเดียวที่ผู้คนนิยมนำข้าวเปลือกมาที่โรงสีนี้มีขนาดเพียง 5 เกวียน ดังนั้นบริเวณที่กล่าวมานี้มีเพียงการส่งออกข้าวเปลือกเท่านั้นและไม่นิยมขนส่งทางรถไฟเนื่องจากโรงสีส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำลำคลองเนื่องจากนิยมขนส่งสินค้าทางเรือ

การขนส่งข้าวสารด้วยเรือขนส่งโดยเดินทางตามทางคลองสำโรงต้องผ่านประตูน้ำด่านเก็บภาษีสำโรงและจอดเรือที่ท่าเรือสำโรงเพื่อขนถ่ายสินค้าเดินทางด้วยรถไฟ บริเวณท่าเรือคลองสำโรงมีกุลีแบกหามนำข้าวสารขึ้นรถไฟ เมื่อขนข้าวสารเสร็จสิ้นจึงเดินทางไปที่หัวลำโพง กรุงเทพมหานคร และกระจายสินค้าทั่วกรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของการส่งออกข้าวของจังหวัดสมุทรปราการ

บรรณานุกรม

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง สัญญารถไฟปากน้ำระหว่างรัฐบาลสยามกับพระนิเทศชลรี [Alfred John Loftus] และ พระยาชลยุทธโยธิน [Clndrea du Plessis de Richelicu] (13 กันยายน พ.ศ. 2429) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/1)

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำประกาศเรียกหุ้นและชี้แจงงบประมาณค่าก่อสร้าง [พ.ศ.2432] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/3)

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำขอยกเว้นภาษีขาเข้าอุปกรณ์เครื่องเหล็กสำหรับสร้างทางรถไฟ [พ.ศ.2434-2435] (25 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/6)

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ตั้งผู้ตรวจบัญชีบริษัทรถไฟปากน้ำ [2436] (7 มีนาคม ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/8)

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ถวายกำหนดเวลาเดินรถไฟสายปากน้ำ [2459] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/10)

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง กระทรวงพระคลังขอให้กระทรวงต่างประเทศส่งหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ต. บางเมือง สมุทรปราการ (8 มกราคม พ.ศ. 2467) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/11)

เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กระทรวงเกษตรคิดจะบำรุงพันธุ์ข้าวจึงสั่งให้เกษตรมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ [พ.ศ.2470] (16 ธันวาคม พ.ศ. 2470) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 13/1831)

เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทาน เสนองบเดือนเรือบันทุกสินค้าผ่านเข้าออกประตูน้ำต่างในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๗๓ ต่อกระทรวงๆสั่งให้เก็บรวบรวมได้ [พ.ศ. 2474] (2 มิถุนายน พ.ศ. 2474) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/527)

เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทาน เสนองบปีเรือบรรทุกสินค้าผ่านเข้าออกประตูน้ำต่างๆประจำ พ.ศ.๒๔๗๓[พ.ศ. 24741] (26 มิถุนายน พ.ศ. 2474)) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/528)

เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทานเสนองบเดือนเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ ผ่านเข้าออกประตูน้ำ ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๔ [พ.ศ.] (17 มิถุนายน พ.ศ. 2474) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/529)

เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทานเสนอบัญชีงบเดือนเรือบรรทุกสินค้าผ่านเข้าออกประตูน้ำต่างๆในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๔ [พ.ศ. 2474] (30 มิถุนายน พ.ศ. 2474) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/530)
http://th.wikipedia.org%20เรื่อง%20อัฐ%20 ค้นหาเมื่อ 12/09/09

สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊ส

--------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

[1] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง สัญญารถไฟปากน้ำระหว่างรัฐบาลสยามกับพระนิเทศชลรี [Alfred John Loftus] และ พระยาชลยุทธโยธิน [Clndrea du Plessis de Richelicu] (13 กันยายน พ.ศ. 2429) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/1)

[2] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ตั้งผู้ตรวจบัญชีบริษัทรถไฟปากน้ำ [2436] (7 มีนาคม ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/8)

[3] เงินเดือนและค่าจ้างปรากฏในหนังสือชี้ชวนผู้ลงทุน ปรากฏที่บัญชีตารางที่ 2 มีจำนวน 10 ตำแหน่ง มีรายละเอียดดังนี้ เงินเดือนผู้ตรวจจัดการทั่วไป เดือนละ 400 บาท, ผู้จัดการประจำสเตชันใหญ่ จำนวน 2 คนๆละ 30 บาทต่อเดือน, ผู้จัดการประจำสเตชันกลางทาง จำนวน 2 คนๆละ 20 บาทต่อเดือน, เสมียนตรวจการ จำนวน 2 คนๆละ 25 บาทต่อเดือน, อินยิเนียนายช่างกลใหญ่ จำนวน 1 คนละ 80 บาทต่อเดือน, อินยิเนียใช้เครื่องเดินรถ จำนวน 2 คนละ 30 บาทต่อเดือน, คนใส่ไฟ จำนวน 2 คนละ 20 บาทต่อเดือน, ผู้ตรวจรักษาทาง จำนวน 3 คนละ 15 บาทต่อเดือน, กุลีหาบขน จำนวน 6 คนละ 12 บาทต่อเดือน, ช่างไม้ จำนวน 2 คนละ 20 บาทต่อเดือน

[4] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำประกาศเรียกหุ้นและชี้แจงงบประมาณค่าก่อสร้าง [พ.ศ.2432] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/3)

[5] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำขอยกเว้นภาษีขาเข้าอุปกรณ์เครื่องเหล็กสำหรับสร้างทางรถไฟ [พ.ศ.2434-2435] (25 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/6)

[6] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ถวายกำหนดเวลาเดินรถไฟสายปากน้ำ [2459] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/10)

[7] อัฐ เป็นหน่วยเงินที่ใช้ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมีค่าเท่ากับ 1/64 บาท และ 1/8 เฟื้อง ความหมายของคำว่า อัฐ แปลว่า แปด เนื่องจากเงินจำนวน 8 อัฐ จะเท่ากับ 1 เฟื้อง จึงทำให้เรียกเช่นนั้น (http://th.wikipedia.org%20ค้นหาเมื่อ 12/09/09)

[8] เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กระทรวงเกษตรคิดจะบำรุงพันธุ์ข้าวจึงสั่งให้เกษตรมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ [พ.ศ.2470] (16 ธันวาคม พ.ศ. 2470) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 13/1831)

[9] สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊ส

[10] สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊ส

[11]แหล่งเดิม เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กระทรวงเกษตรคิดจะบำรุงพันธุ์ข้าวจึงสั่งให้เกษตรมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ [พ.ศ.2470] (16 ธันวาคม พ.ศ. 2470) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 13/1831)

[12] ดูเอกสารเสนองบบัญชีงบเดินเรือบรรทุกสินค้าซึ่งผ่านเข้าและออกประตูน้ำตำบลต่างๆ ปี พ.ศ. 2474 (กส. 1.2/527-กส. 1.2/530)

หมดแล้วครับ

ขอบคุณที่รับชมครับ,
สวัสดีครับ,

ปล. มีคำถามเชิญถาม

edit @ 19 Nov 2009 02:32:24 by The Producer M@ster

สวัสดีครับ,

ต้นเดือนนี้มีแต่ของแถมจำพวก Macross F เป็นส่วนใหญ่เพราะภาคหนังโรงมันใกล้เวลาฉายแล้ว

Gemaga 2009 December



Publisher : Softbank Creative
Specification : AB
Release Date : 30 October 2009
Official Website : http://www.sbcr.jp/media/magazine/magazine.asp?mid=drm
Regular Price : 650 yen

ของแถม : สาวกเอ๋ย...จงอย่ารอช้า ซื้อมาชาบูกับเครื่อง PSP ของท่านด่วน!!! เพราะแถมสติ๊กเกอร์ 3 ชุด!!!!

Newtype 2009 December



Publisher : Kadokawa Shoten
Specification : A4 Wide
Release Date : 09 November 2009
Official Website : http://anime.webnt.jp/nt-backnumber/detail.php?mag=1&latest=1
Other Website : http://www.1999.co.jp/eng/10098354
Regular Price : 650 yen

ของแถม : มี 3 ชิ้นแต่ที่เด็ดสุดคือ CD แนะนำ Macross F ~The Movie~ มี PV พร้อมนั่งจับเข่าพูดคุยแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และอื่นๆอีกมากมาย

Animage 2009 Vol.378



Publisher : Tokuma Shoten
Specification : A4 Wide  
Release Date : 09 November 2009
Official Website : http://animage.jp/back_number/am_new.html
Other Website : http://www.1999.co.jp/eng/10098355
Regular Price : 700 yen



ของแถม : พวงกุญแจ... (ผมอยากได้น้อง Ranka Lee มากกว่านะ...)

Comptiq 2009 December



Publisher : Kadokawa Shoten
Specification : B5 Wide  
Release Date : 10 November 2009
Official Website : http://www.comptiq.com/release/comptiq/index.html
Other Website : http://www.1999.co.jp/eng/10098416
Regular Price : 880 yen



ของแถม : มี 2 ชิ้นคือ 1. Booklet "10th ANNIVERSARY CIRCUS WORLD" มีการรวบรวมข้อมูลตัวละครมากกว่า 100 ตัวจากค่าย Circus ทั้งหมด ฉบับนี้ออกเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี
2. แผ่นรองเมาส์(หรือแผ่นรองโต๊ะ!? ภาษาญี่ปุ่นตูยิ่งเน่าลงทุกวันแหะ) จากเรื่อง Mahou Shoujo Lyrical Nanoha A's Portable: The Battle of Aces

Comic Rex 2009 December



Publisher : Ichijinsha
Specification : A4  
Release Date : 09 November 2009
Official Website : http://www.ichijinsha.co.jp/rex/index.html
Other Website : -
Regular Price : 700 yen




ของแถม : คุ้มจริงๆ ไม่ต้องสืบ ผมสั่งเล่มนี้ไปแล้วครับ (อ้าว เฮ้ย!! ฉบับของ 2 เดือนที่แล้วมันของน้องรักที่ Review ไป... ฉบับที่แล้ว(เดือนทื่แล้ว)มันมีของน้อง Eri งั้นแสดงว่า...ตูเก็บไม่ครบอย่างนั้นหรือ!!!! ซวยแล้วตู ตอนแรกนึกว่ามันไม่ได้ออกครบเป็นชุด...ซวยแล้วตูลืมซื้อ)

BooK



Name (Japanese) : 劇場版 マクロスF 虚空歌姫 -イツワリノウタヒメ-ガイドブック ロマンアルバム
Name (English) : Macross Frontier Movie "Itsuwari no Uta Hime" Guide Book
Release Date : 10 September 2009
Publisher : Tokuma Shoten Publishing
ISBN : 9784197202867
Official Website : http://www.tokuma.jp/magazine/mook/52875834724830de30af30ed30b9f865a7a7a6b4c59eb-30a430c430ef30ea30ce30a630bf30d230e1-30a430c330af
Regular Price : 900 yen

Comment : หนังสือรวบรวมรายละเอียด Macross Frontier ของภาค Movie ครับ รายละเอียดเจาะลึกขั้นเทพ ใครเป็นสาวกจงซื้อมาบูชา...ชาบู ชาบู~



Name (Japanese) : ドリームクラブ ビジュアルファンブック セル本
Name (English) : Dream C Club Visual Fanbook
Release Date : 31 October 2009
Publisher : Softbank Creative
ISBN : 9784797356526
Official Website : http://www.sbcr.jp/books/products/detail.asp?sku=4797356526
Other Website : http://www.1999.co.jp/eng/10100356
Regular Price : 2800 yen

Comment : เกมนี้เทพสุดยอดมากจนทำให้เขาต้องอ้าปากค้าง...(แต่ตูว่าเกมนี้งั้นๆนะ)


หมดแล้วครับ
 
ขอบคุณที่รับชมครับ,
สวัสดีครับ

 ปล. เดี๋ยวนี้ผมงานยุ่งมาก ไม่ค่อยว่างเลยแหะ