สวัสดีครับ,
พอดีมีงานที่ผมทำส่งอาจารย์อยู่ให้อ่านเล่นคือ "เรื่อง การคมนาคมบริเวณอำเภอเมืองสมุทรปราการ พ.ศ. 2429-2517" ซึ่งในงานผมได้แบ่งออกเป็น 3 บท โดยเรื่องรถไฟสายปากน้ำเป็นเพียงบทที่ 1 ครับ สำหรับข้อมูลที่ปรากฏอยู่นี้ไม่สมบูรณ์ครับ ยังขาดข้อมูลหลายเรื่อง เช่นการนำเข้ารถไฟและลักษณะรถไฟ เป็นต้น แต่เอามาให้ชมเล่นๆก่อนเพราะยังต้องแก้และเพิ่มเติมอีกมาก ที่สำคัญเอาไว้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะเรียนปริญญาโท ต้องทำรายงานเช่นใดครับ เป็นวิทยาทาน
รายละเอียดเพิ่มเติม : ค้นหาข้อมูลที่หอจดหมายเหตุและห้องสมุดตามมหาวิทยาลัยดังๆทุกวันประมาณ 60 วัน
และงานนี้ไม่ใช่สารนิพจน์หรือวิทยานิพจน์ นี่เป็นเพียงรายงานของรายวิชาในระดับปริญาโทครับ
รถไฟสายปากน้ำ
เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีชาวต่างประเทศได้เข้ามาขออนุญาต สร้างทางรถไฟ สายปากน้ำ โดยเริ่มต้น ที่บริเวณหน้าสถานีหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร ไปสิ้นสุดที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ จนได้รับพระราชอนุญาตทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นประโยชน์จึงอนุญาตก่อสร้างทางรถไฟสายปากน้ำ
ทางรถไฟสายนี้ถือว่าเป็นทางรถไฟสายแรกในเมืองไทยที่ก่อตั้งขึ้นโดยเอกชน ในรูปแบบของบริษัทมีชื่อว่า "กอมปานีรถไฟ" หรือ "บริษัทรถไฟปากน้ำ" โดยมีการทำสัญญาการสร้างรถไฟสายปากน้ำที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2429 มีผู้ทำสัญญาการสร้างรถไฟสายปากน้ำได้แก่ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ตำแหน่งเสนาบดีผู้ว่าการต่างประเทศ เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในสัญญารถไฟปากน้ำเรียกว่าผู้ให้อนุญาต และแอลเฟรด ยอนลอบเตอด เยฟอานีเอช ประวัติเดิมอาศัยอยู่ที่เมืองกาลิงตัน อาณานิคมของประเทศอังกฤษ (ปัจจุบันคือ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย)และเข้ามาทำงานที่กรุงเทพมหานครเป็นช่างทำแผนที่ทะเลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเป็นสัปเยก (สัปเยกต์หรือสัปเยก คือคำที่คนสยามใช้เรียกคนในบังคับของต่างชาติ) อังกฤษกับ แอนดริยาดูเปลลิสเดริชลู ชาวเดนมาร์ก มีอาชีพเป็นกับตันเรือพระที่นั่งเวสาตรี
สัญญารถไฟสายปากน้ำ[1]
เนื้อความข้อตกลงในสัญญารถไฟปากน้ำมีทั้งสิ้น 47 ข้อ เนื้อหาหลักกล่าวถึงสัมปทานการบริการรถไฟสายปากน้ำ 50 ปีตั้งแต่การทำหนังสือสัญญาและฝ่ายสยามได้ผลประโยชน์ค่าเช่าที่ดินของบริษัทรถไฟสายปากน้ำปีละ 19 บาทโดยกรมรถไฟหลวงเป็นผู้เก็บค่าเช่า แม้ว่าทางสยามให้สิทธิการทำธุรกิจแก่ชาวต่างชาติแต่ในสัญญามีการควบคุมการซื้อที่ดินก่อสร้างทางรถไฟและอาคารต่างๆของทางบริษัทรถไฟปากน้ำอย่างละเอียด คือ
Quote:
ข้อ 3 ผู้ให้อนุญาต (ตามความที่ได้สัญญากันดังที่ว่ามาแล้ว) อนุญาตให้ผู้รับอนุญาตมีอำนาจซื้อที่ดินเปนแนวไปไม่กว้างกว่าเจ็ดสิบห้าฟิต(มาจากคำว่า ฟุต) ตามแนวที่จะทำเป็นทางแตรมเวฤา(มาจากคำว่า ตามเวลา)ทางรถไฟไปนั้น แลตามที่กำหนดไว้ในแผนที่ ซึ่งจะได้รับมอบเจ้าพนักงานดังที่จะกล่าวต่อไปนี้
ข้อ 4 บันดาที่ดินซึ่งอยู่ในกำหนดที่ว่ามาข้างบนนั้นซึ่งเป็นที่หลวงแลในเวลานี้ว่างอยู่จะยอมให้ผู้รับอนุญาตเช่าไปในกำหนดห้าสิบปี คิดค่าเช่าเอเกอ(มาจากคำว่า เอเคอร์)หนึ่งห้าอัฐ แต่เนื้อที่นั้นถ้าผู้รับอนุญาตมิได้ใช้เพื่อการทำทางรถไฟฤารถแตรม(อาจมาจากคำว่า เดินรถตาม)นั้น มากน้อยเท่าใด เมื่อครบกำหนดห้าปี ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญานี้ไป เนื้อที่เช่นนั้นต้องกลับคืนเปนของผู้ให้อนุญาต แลหนังสือเช่าที่ซึ่งมิได้ใช้นั้น ก็เปนอันใช้ไม่ได้
สังเกตข้อ 3 และ 4 มีการใช้หน่วยวัดความยาวของตะวันตกในสัญญาคือฟิต(ฟุต)และเอเกอ(เอเคอร์) เนื่องจากอาจต้องการให้สัญญามีการรับรู้ทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจกันและแสดงให้เห็นถึงการรับองค์ความรู้ของชาติตะวันตกมาใช้ในงานราชการของสยาม และฝ่ายสยามมีความระมัดระวังการทำธุรกิจของชาวต่างชาติคือ การออกกฎควบคุมผู้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำโดยมีรายละเอียดดังนี้
Quote:
ข้อ 10 แม้ว่าผู้รับอนุญาตนี้ปรารถนาจะมอบประโยชน์แห่งความอนุญาตนี้ ให้กำปนีใดๆก็ต้องนำหนังสือสัญญาที่เข้าหุ้นส่วนเป็นกำปนีกันนั้น กับหนังสือสัญญามอบอนุญาตให้กำปนีนั้น มาหาฤาผู้ใดให้อนุญาต แลเมื่อผู้อนุญาตเห็นชอบลงลายมือไว้เปนสำคัญด้วย แล้วจึงจะใช้ได้ ถ้ามิฉนั้นซึ่งจะมอบอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดก็เป็นอันใช้ไม่ได้ แต่ต้องถือว่าซึ่งจะอนุญาตดังนี้ จะไม่ขัดขืนโดยเหตุไม่สมควร แลซึ่งจะอนุญาตฤาไม่อนุญาตนั้น ก็ต้องให้เปนไปในกำหนดสามสิบวัน ตั้งแต่วันที่ได้ทำหนังสือสัญญาเข้าหุ้นส่วนแลหนังสือสัญญามอบอำนาจนั้นมาหาฤาผู้ให้อนุญาต
ข้อ 11 แม้ว่าผู้รับอนุญาตปรารถนาจะมอบผลประโยชน์แห่งหนังสืออนุญาตนี้ให้ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งมิใช่กำปนีก็ต้องนำหนังสือสัญญาหนังสือมอบหมายนั้นมาหาฤาผู้ให้อนุญาต และเมื่อผู้อนุญาตไม่เห็นชอบด้วยแล้วจึงจะใช้ได้ถ้าอนุญาตไม่เหนชอบด้วยแล้วหนังสือสัญญามอบหมายอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น ก็เปนอันใช้ไม่ได้
เนื้อความกล่าวถึงผู้ที่ต้องการซื้อหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำต้องทำสัญญาบริษัทรถไฟปากน้ำและ ยื่นเรื่องแก่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการคือผู้ให้อนุญาต โดยคำตัดสินผู้อนุญาตถือเป็นสิทธิ์ขาดของการซื้อหุ้นบริษัทรถไฟปากน้ำ ดังนั้นจึงถือว่าอำนาจการตัดสินใจตกอยู่ที่สยามเพียงผู้เดียว สาเหตุอาจเป็นเพราะสยามหวาดกลัวภัยคุกคามจากชาวต่างชาติในการสร้างอาณานิคมที่ ดินแดนต่างๆ ที่สำคัญการทำสัญญาสร้างรถไฟสายปากน้ำเป็นคนในบังคับของอังกฤษอันเป็นประเทศ ที่มีอำนาจจากการสร้างอาณานิคมดินแดนต่างๆในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้ว่าประเทศสยามมีสัมพันธไมตรีกับประเทศอังกฤษสมัยรัชกาลที่ 3 ในเหตุการณ์ทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ 4 ทางอังกฤษต้องการให้สยามยอมรับสนธิสัญญาเบาริง อันเป็นสนธิสัญญามีผลให้สยามต้องเสียอำนาจอธิปไตย และอังกฤษมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตโดยมิได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แม้ว่าการทำสนธิสัญญาเบาริงไม่ได้แสดงถึงความมั่นคงของสยามต่อการรุกรานของชาวต่างชาติแต่เป็นความปลอดภัย ของสยามที่อังกฤษยกเลิกความคิดต้องการสยามเป็นอาณานิคมชั่วคราว ฝ่ายสยามอาจถือว่าผู้สร้างรถไฟสายปากน้ำคืออังกฤษ ถ้าให้อำนาจทั้งหมดอยู่ที่บริษัทอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายอาณานิคมในดินแดนสยามได้โดยง่าย ดังนั้นทางฝ่ายสยามจึงทำรายละเอียดสัญญาโดยทางฝ่ายสยามเป็นผู้คัดเลือกผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว
ประโยชน์สำคัญของการสร้างรถไฟสายปากน้ำที่ฝ่ายสยามบันทึกข้อตกลงในสัญญารถไฟสายปากน้ำปรากฏในข้อที่ 40 ความว่า
Quote:
ข้อ 40 ถ้าเวลาใดเมื่อทำทางรถไฟฤาทางแตรมเว(มาทางตามเวลา)สำเร็จแล้ว ท่านเสนาบดีว่าการทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งเปนอยู่ในเวลานั้น เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งแผ่นดินที่จะได้เอาทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นทั้งหมดหรือส่วนใดๆมารักษาไว้พลาง ฤาจะใช้เพื่อทำการสงคราม ท่านเสนาบดีว่าการทหารก็มีอำนาจที่จะเขียนหนังสือไปถึงผู้รับสัญญา แจ้งความว่าจะรักษาทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นไปพลางฤาว่าจะใช้ทางรถไฟแลทางแตรมเวแลเครื่องแลทรัพย์สิ่งของอื่นๆ ของผู้รับสัญญาแล้ว ผู้รับสัญญาจะต้องมอบทางรถไฟแลทางแตรมเวทั้งหมด ฤาส่วนใดตามที่ต้องการแลที่พักรถไฟแลรถแตรม แลทรัพย์สิ่งของที่ว่ามานั้นให้คนใช้ฤาเอเยน ซึ่งท่านเสนาบดีว่าการทหารจะได้กำหนดไว้ แลจะต้องช่วยท่านเสนาบดีว่าการทหารโดยเตมกำลัง เพื่อที่จะได้ใช้ทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นได้สดวกตลอดทางฤาในส่วนใดๆตามที่ท่านเสนาบดีจะเห็นสมควรแลเมื่อเปนดังนั้นแล้ว ท่านเสนาบดีว่าการทหาร ก็มีอำนาจที่จะบังคับการในทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นได้ตลอด แลจะให้หยุดการบรรทุกของแลโดยสานไปในทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นก็ได้ แลซึ่งผู้ใดจะฟ้องผู้รับอนุญาตฤาฟ้องกล่าวโทษท่านเสนาบดีเพราะที่ทำให้เสียเวลาแลประโยชน์ไป โดยที่ให้อยุดการโดยสานแลบรรทุกของนั้น ฤาโดยที่ได้บังคับรักษาทางรถไฟแลทางแตรมเวดังนั้นก็ไม่ได้เปนอันขาดแต่ต้องถืออยู่เสมอ ว่าท่านเสนาบดีว่าการทหารจะต้องใช้ค่าป่วยการกับผู้รับสัญญา ด้วยทรัพย์สิ่งของใดๆสูญ ฤาเสียไปในเวลาที่ท่านเสนาบดีรักษาอยู่นั้น เว้นแต่ถ้าอันตรายนั้น เปนโดยสัตรูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฤาเปนการที่พระเจ้าบันดาร แลท่านเสนาบดีว่าการทหารจะต้องเสียเงินค่าใช้ทางรถไฟแลทางแตรมเวนั้นนับตามวันฤาส่วนวันที่ได้ไปรักษาอยู่นั้น ตามที่จะเห็นสมควรแต่ไม่ให้น้อยกว่าเงินที่ทางรถไฟแลทางแตรมเวเคยทำได้ในระยะเวลาเท่านั้นแลในระดู(ฤดู)นั้น เปนอย่างกลาง
เนื้อความกล่าวถึงเมื่อมีการสร้างทางรถไฟสายปากน้ำเสร็จสิ้น ทางเสนาบดีว่าการทหารสามารถออกคำสั่งใช้งานเพื่อเป็นยุทธปัจจัยเมื่อเกิดศึกสงคราม ทางเสนาบดีว่าการทหารสามารถยึดสิ่งของที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสยามได้ เช่น อังกฤษแอบขนอาวุธและไพร่พลเพื่อบุกยึดสยามและกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ดังนั้นประโยชน์ของการใช้งานเพื่อยุทธวิธีทางการทหารอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอนุญาตการสร้างรถไฟสายปากน้ำนี้
นอกจากลงนามสัญญาเพื่อประโยชน์ยุทธวิธีทางการทหารของสยาม มีการลงนามสัญญาข้อตกลงให้ความสะดวกบริการแก่พระเจ้าแผ่นดินสยามในการเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆโดยให้เตรียมขบวนรถไฟอย่างดีตลอดเวลา ดังหนังสือสัญญาข้อ 41 ความว่า
Quote:
ข้อ 41 ผู้รับสัญญาจะต้องจัดรถอย่างวิเศษสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จรถหนึ่ง ถ้ามีพระราชดำรัสสั่งว่าจะเสด็จประพาศในทางรถไฟ ฤาทางแตรมเวเมื่อใด ผู้รับสัญญาต้องจัดให้มีขบวนรถไปเฉกาะในการเสด็จพระราชดำเนินนั้น แลไม่คิดค่าธรรมเนียมสิ่งใด
กล่าวโดยสรุปคือเนื้อหาหลักกล่าวถึงสัมปทานการบริการรถไฟสายปากน้ำ 50 ปีตั้งแต่การทำหนังสือสัญญา แม้ฝ่ายสยามให้สิทธิการทำธุรกิจแก่ชาวต่างชาติแต่ในสัญญามีการควบคุมการซื้อที่ดินก่อสร้างทางรถไฟและอาคารต่างๆของทางบริษัทรถไฟปากน้ำจำเป็นต้องขออนุญาตทางสยามก่อน และควบคุมการทำธุรกิจของชาวต่างชาติคือ การออกกฎควบคุมผู้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำต้องขออนุญาตพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทุกครั้งเพื่อปกป้องความมั่งคงของสยามในสมัยการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ผลประโยชน์ที่สยามได้รับนอกจากค่าเช่าที่ดินของบริษัทรถไฟสายปากน้ำปีละ 19 บาท คือเพื่อประโยชน์ยุทธวิธีทางการทหารของสยาม และให้ความสะดวกแก่พระเจ้าแผ่นดินสยามในการเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆตามทางรถไฟสายปากน้ำ
การทำสัญญารถไฟสายปากน้ำมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบเนื่องจากเป็นหนังสือสัญญาที่ร่างขึ้นจากชาวต่างชาติและเสนาบดีผู้ว่าการต่างประเทศ ดังนั้นการดำเนินงานต่างๆทางกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมทั้งหมด การทำสัญญารถไฟสายปากน้ำนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ.112) ตามหลักฐานคำแปลที่ 11522 หมายเลข 2989 ความว่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการแต่งตั้ง อีซีฟัน มาเลอ อยู่ตำแหน่งผู้แทนหัวหน้าออฟฟิศกลางและเป็นผู้ตรวจบัญชีบริษัทรถไฟปากน้ำ[2]ตามสัญญาใหม่ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2482 ข้อ 68 ความว่า พวกรีดเรกเตอรจะตั้งผู้ตรวจบาญชีครั้งแรก พวกรีดเรกเตอรได้กระทำตามข้อนั้น แลเมื่อวันที่ 12 เดือนนี้ เลขานุการได้มีหนังสือไปยังผ้ออนุญาตให้ ว่าด้วยเรื่องตั้งผู้ตรวจบาญชีกับได้ขอให้ยินยอมที่มิสเตอร์ชีดินเดอร์เซน ผู้ตรวจบาญชีผ่ายผ้อนุญาตให้ ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าเมื่อเริ่มเปิดบริการรถไฟสายปากน้ำ ทั้งสองฝ่ายประสบปัญหาการดำเนินงานจึงมีการเพิ่มเติมเนื้อความในสัญญาอย่างน้อยอีก 21 ข้อ
หุ้นและหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น
บริษัทรถไฟปากน้ำทำหนังสือชี้ชวนผู้ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทตน มีรายละเอียดหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำจำนวน 2,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 80 บาท ถือว่าเป็นการจำหน่ายราคาหุ้นที่สูงกว่ารายได้ของผู้ที่ทำงานในประเทศไทยช่วงเวลานั้น[3] เหตุนี้อาจทำให้บริษัทรถไฟปากน้ำเล็งเห็นการจำหน่ายหุ้นให้บุคคลทั่วไปมีสิทธิเป็นเจ้าของง่ายขึ้น ดังนั้นทางบริษัทรถไฟปากน้ำจำหน่ายหุ้นละ 40 บาท สำหรับจำนวนที่เหลือ 40 บาท ทางบริษัทรถไฟปากน้ำมีการเรียกเก็บเงินภายหลังจำนวน 3 ครั้งๆละ 20 บาท โดยการเรียกเก็บเงินแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน[4] ทางบริษัทอาจต้องการให้ผู้ลงทุนซื้อหุ้นมีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายได้สะดวกในชีวิตประจำวัน
สำหรับมูลค่าหุ้นทั้งหมดคือ 200,000 บาท แต่รายละเอียดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างรถไฟสายปากน้ำในหนังสือชี้ชวนบัญชีหัวเรื่องว่า "เอสติเมต (อาจมาจากคำว่า unlimited)ประมาณทุนทำทาง-รถไฟในชั้นต้น ตารางที่ 1 เงินจำหน่ายในการทำทาง แลสั่งเครื่องทางเครื่องรถไฟ" รวมประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 240,000 บาท และแม้ว่ามีปัจจัยเรื่องการคาดการณ์ขายหุ้นช่วงแรกที่ทางบริษัทรถไฟปากน้ำได้เงินเพียง 100,000 บาท ถ้าขายหุ้นได้ทั้งหมด 2,500 หุ้น และมีการเรียกเก็บเงินภายหลังจำนวน 3 ครั้งช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟ และค่าใช้จ่ายที่เหลือตามประมาณการณ์ 40,000 บาทอาจมีการเพิ่มจำนวนหุ้นขึ้นเพื่อเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหรือกู้เงินจากนายทุน เมื่อเริ่มก่อสร้างทางรถไฟเมื่อปี พ.ศ. 2434 อาจประสบปัญหามากเนื่องจากการสร้างทางรางรถไฟไม่สำเร็จ เพราะการขายหุ้นของบริษัทรถไฟปากน้ำไม่ได้จำนวนตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ขาดเงินทุนทำให้ไม่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมและการนำเข้ารถไฟที่ต้องเสียภาษีร้อยละสามทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทยืมเงินทุนจนก่อสร้างและยกเว้นภาษีนำเข้ารถไฟ[5]จนก่อสร้างเป็นผลสำเร็จ
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการถือหุ้นเกิดขึ้นเมื่อบริษัทรถไฟปากน้ำจำหน่ายหุ้นตามต้องการ จึงเชิญผู้ถือหุ้นมาเข้าประชุมเพื่อคัดเลือกผู้มีอำนาจการบริหารของบริษัทรถไฟปากน้ำโดยคิดจำนวนผู้ถือหุ้นมากน้อยตามแต่ตกลงพร้อมแต่งตั้งผู้จัดการ (ไดเรกเตอ) และพนักงานที่ทำงานในสำนักงาน เช่น มิสเตอร์ อีซีฟัน มาเลอ เป็นผู้ตรวจบัญชี นอกจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น มีข้อความเตือนเมื่อทางบริษัทรถไฟปากน้ำขาดทุนจำนวนเงินเท่าใด ผู้ถือหุ้นต้องขาดทุนตามจำนวนหุ้นเท่านั้น อาจถือได้ว่าหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นในช่วงเวลา ร่วมสมัยโดยมีการเตือนถึงความเสี่ยงในการลงทุน
การโฆษณาของหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นนี้ถือเป็นเนื้อความสำคัญหลักโดยมีรายละเอียดหลายประการเพื่อให้ผู้อ่านแลเห็นประโยชน์ของรถไฟสายกรุงเทพ-ปากน้ำ และเหตุผลที่บริษัทรถไฟปากน้ำสามารถทำกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น เช่น
Quote:
เมื่อได้ทำทางรถไฟผ่านไปในไชยภูมิที่ซึ่งเนื่องไปถึงที่ริมฝั่งน้ำฤาลำคลองตำบลที่ซึ่งมีผลประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชพันธุ์เหล่านี้ก็คงจะมีการค้าขายเนื่องตลอดกันมาได้ถึงกรุงเทพฯ โดยง่าย
ทางแต่ปากน้ำถึงคลองขุดใหม่นั้น ถ้ามีทางรถไฟแล้วก็จะไปมาถึงกันได้ใน 45 มินิต ฤเรวกว่าที่จะเดินฤาแจวเรือไปแต่คลองขุดใหม่ถึงบางคอแหลมเสียอีก แลถ้าจะว่าโดยทางไปมาตามธรรมเนียมด้วยกิจธุระอันใดแล้ว พระโขนงกับบางพลีนั้น จะนับว่าใกล้กว่าเขตกรุงเทพฯ ทีเดียวก็ได้
ตามทางรถไฟตลอดทางไปนั้น ก็จะเกิดบ้านเรือนที่อยู่กินขึ้นเปนต้นปลายเขตรกรุงเทพฯ ทางรถไฟนี้คงจะเทียบกับทางเหลกสำหรับรถม้าแต่ใช้เครื่องสตีมได้ เหมือนเช่นทางแตรมเวซึ่งเปนทาหนะไปมาในเมืองที่มีหมู่บ้านตลอดทางเหมือนกัน
เส้นทางรถไฟสายกรุงเทพ (หัวลำโพง)- ปากน้ำ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสร็จพระราชดำเนินทรงเปิดทางรถไฟสายนี้เมื่อ 11 เมษายน พ.ศ. 2436
เส้นทางเริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพงเข้าถนนพระรามที่ 4 จนถึงพื้นที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ผ่านถนนเกษมราษฎร์ข้างห้างสรรพสินค้าโลตัสสาขาพระราม 4 ถัดมาเลียบทางพิเศษเฉลิมมหานครและคลองพระโขนง ตัดกับถนนกล้วยน้ำไทอันเป็นทางเข้าท่าเรือคลองเตย ต่อมาจึงลอดใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จากนั้นข้ามคลองพระโขนงเข้าสู่แขวงพระโขนง และเข้าพื้นที่แขวงบางจาก เขตพระโขนง บริเวณใกล้กับทางแยกถนนอาจณรงค์ซึ่งเป็นถนนเลียบทางรถไฟที่สร้างขึ้นเพื่อขนส่งปิโตรเคมีของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ต่อมาเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาและข้ามคลองบางอ้ออันเป็นโรงงานปิโตรเคมีของบริษัท ปตท. และบริษัทบางจาก เข้าพื้นที่แขวงบางนา เขตบางนา ตัดกับถนนสรรพาวุธ
ต่อมาผ่านฐานทัพกองทัพเรือจึงเข้าเขตจังหวัดสมุทรปราการและเป็นจุดเริ่มต้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3109 โดยถนนสายนี้ทำหน้าที่แบ่งเขตระหว่างเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ กับเทศบาลตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง ต่อมาผ่านถนนสุขุมวิท 78 อันเป็นทางเข้าห้างสรรพสินค้าอิมพิเรียลเวิลด์ สำโรง และโรงพยาบาลสำโรง ผ่านถนนปู่เจ้าสมิงพราย ต่อมาลอดใต้ทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ และเข้าถนนสุขุมวิทจนถึงปากน้ำ ถนนหน้าทางเข้าท่าเรือข้ามฟากไปฝั่งพระสมุทรเจดีย์ รวมระยะทางทั้งสิ้น 21.3 กิโลเมตร
การเกิดชื่อถนนทางรถไฟสายเก่าอาจเรียกตั้งแต่การยกเลิกทางรถไฟสายนี้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 ในรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และรื้อทางรถไฟสร้างเป็นถนนพระราม 4 และถนนทางรถไฟสายเก่า จุดเริ่มต้นถนนทางรถไฟสายเก่าเริ่มตั้งแต่พื้นที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ผ่านถนนเกษมราษฎร์ข้างห้างสรรพสินค้าโลตัสสาขาพระราม 4 จนถึงเข้าถนนสุขุมวิท เหตุผลของการยกเลิกรถไฟสายปากน้ำอาจมาจากรถไฟมีสภาพทรุดโทรมเนื่องจากประสบปัญหาการดำเนินงาน ประกอบกับรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ต้องการสร้างและขยายถนนบริเวณถนนพระรามที่ 4 และอาจเกิดผลกระทบจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ปี พ.ศ. 2504-2509 เพราะจุดประสงค์หลักคือการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ได้แก่ ไฟฟ้า, ประปา และ ถนนให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท โดยมิได้ให้ความสำคัญรถไฟเท่าใดนัก
ตารางการเดินรถไฟสายปากน้ำ[6]
ขบวนรถไฟสถานีต้นทางหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร ไปสถานีปลายทางปากน้ำ สมุทรปราการ
หมายเหตุ : สถานีบ้านกล้วย, สถานีบางนางเกรง และสถานีมหาคง เป็นเพียงที่หยุดรถเท่านั้น มิใช่อาคารสถานีรถไฟ ผู้โดยสารที่ประสงค์ต้องการลงสถานีดังกล่าวสามารถบอกเจ้าหน้าที่รถไฟหยุดรถ และเวลาเดินรถอาจมีการเดินรถก่อนเวลา 5 นาทีจากเวลาตามตารางดังกล่าว
ค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมขนส่งสินค้า
ค่าโดยสารแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ รถไฟชั้น 3 คิดค่าโดยสาร 32 อัฐ[7]หรือ 4 เฟื้อง, รถไฟ ชั้น 2 คิดค่าโดยสาร 1 บาท, รถไฟชั้น 1 คิดที่ 1 บาท 32 อัฐ คาดว่าค่าโดยสารดังที่กล่าวมานี้อาจเป็นค่าโดยสารเก็บอัตราเดียวทุกสถานี มิได้เก็บตามระยะทางเหมือนช่วงเวลาร่วมสมัยเนื่องจากไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นอันถือว่าเป็นหนังสือที่มีข้อมูลที่มีการอธิบายการดำเนินงานอย่างละเอียด และประชาชนที่มีอาชีพเกษตรกรรมนิยมใช้บริการรถไฟชั้น 3 เนื่องจากมีราคาถูกและไม่มีเหตุจำเป็นเดินทางด้วยรถไฟชั้นที่ 1 และ 2
หลักฐานค่าโดยสารปี พ.ศ. 2470 ตามเอกสารรายจ่ายของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรความว่า[8] ตั้งแต่สถานีสำโรงถึง สถานีปากน้ำ คนละ 15 สตางค์ หรือประมาณ 10 อัฐ และ 1 เฟื้อง ดังนั้นค่าโดยสารนี้จึงแตกต่างจากหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น อาจเป็นเพราะค่าโดยสารเดิมมีราคาสูงกว่ารายได้ของชาวสยามขณะนั้นจนทำให้ประชาชนไม่ใช้บริการ และอาจเป็นค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 เนื่องจากเป็นการทำงานราชการจึงไม่มีเหตุจำเป็นเดินทางด้วยรถไฟชั้นที่ 1 และ 2
ค่าธรรมเนียมขนส่งสินค้าทางรถไฟปากน้ำ เรียกว่า ค่าระวางบรรทุกสินค้า คิดค่าธรรมเนียมตามน้ำหนักสินค้าตันละ 1 บาท ถ้าผู้โดยสารชั้น 3 ขนส่งสินค้าด้วยตนเองคิดตามจำนวนคนละ 32 อัฐ และไม่มีหลักฐานของการเก็บค่าบริการขนสินค้าที่ตู้รถโดยสายชั้น 1 และ 2 อาจเนื่องจากสถานที่ของตู้รถไฟโดยสารระดับชั้นที่ 1 และ 2 มีพื้นที่คับแคบเพราะมีที่นั่งโดยสารหันตามแนวขวาง ทำให้มีพื้นที่เพียงทางเดินไปมาเท่านั้น แต่ตู้รถไฟชั้นที่ 3 มีพื้นที่กว้างขวางกว่ารถไฟชั้นที่ 1 และ 2
ลักษณะรถไฟ 3 ระดับ
สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊สให้ข้อมูลว่า[9] ลักษณะรถไฟสายปากน้ำแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคือ ชั้นที่ 1, 2 และ 3 แต่ละระดับมีตู้รถไฟเฉพาะตน ลักษณะรถไฟชั้น 3 มีเก้าอี้ไม้ยาวไม่มีพนักพิงวางไว้ทั้งสองด้านติดกับผนังตามแนวยาวของโบกี้รถไฟ ผู้โดยสารเวลานั่งหันหน้าเข้าหากัน สำหรับผู้ที่ไม่มีที่นั่งหรือที่นั่งเต็มจำนวนจำเป็นต้องยืนและจับราวเพื่อพยุงตัวโดยมีราวจับอยู่ 2 แถว ลักษณะของรถไฟชั้น 3 คล้ายคลึงกับรถบริการสาธารณะขนาดเล็กหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า รถสองแถวในช่วงเวลาร่วมสมัย สำหรับรถไฟชั้น 1-2 มีความคล้ายคลึงกันคือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือด้านซ้ายและด้านขวาทั้งสองด้านมีเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่มีพนักพิงสำหรับผู้โดยสารสองคนเรียงไปตามแนวขวาง โดยเก้าอี้ทั้งหมดมีการหันที่นั่งเข้าหากันทำให้ผู้โดยสารเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามสามารถพูดคุยกับผู้โดยสารท่านอื่นได้ แต่มีความแตกต่างเพียงสิ่งเดียวคือ คือ รถไฟชั้น 1 มีเบาะลูกฟูกหรือนุ่นที่เก้าอี้โดยสาร แต่รถไฟชั้น 2 ไม่มีเบาะลูกฟูกหรือนุ่น
สำหรับวิธีการขนส่งสินค้าจำนวนมากกว่า 1 ตัน ทางบริษัทรถไฟปากน้ำอาจมีขบวนรถไฟเพื่อขนส่งสินค้าโดยเฉพาะเนื่องจากต้องใช้เวลานำสินค้าจำนวนมากขึ้นรถไฟซึ่งใช้เวลานาน
วิถีชีวิต[10]
รถไฟจากต้นทางถึงปลายทาง (สถานีหัวลำโพงและสถานีปากน้ำ) ใช้เวลาทั้งสิ้น 60 นาที เมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยเรือพายด้วยระยะทาง 21.3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟสายปากน้ำนิยมใช้บริการรถไฟมากกว่าเรือพายส่วนตัว สำหรับวิถีชีวิตชุมชนคลองสำโรง ผู้ที่มีเรือส่วนตัวนิยมจอดเรือที่ท่าเรือใกล้กับ สถานีรถไฟสำโรงห่างจากด่านเก็บภาษีไม่มากนัก ผู้คนฝั่งสำโรงเหนือและบางพลีจำเป็นต้องผ่านด่านเก็บภาษีสำโรง จากการสัมภาษณ์นาย ประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงให้ข้อมูลว่า สามารถนำเรือส่วนตัวที่ไม่มีจุดประสงค์ทำการค้าผ่านด่านเก็บภาษีโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมอันอาจเป็นนโยบายของสยามขณะนั้น แม้ว่าคลองสำโรงเชื่อมต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทราจึงมีผู้ใช้บริการรถไฟสายปากน้ำบ้าง แต่หลังจากการเกิดเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ผู้คนที่ฉะเชิงเทรานิยมใช้บริการรถไฟเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครแทนการใช้ เรือโดยสาร
ท่าเรือที่ใกล้กับสถานีรถไฟสำโรงอยู่ระหว่างวัดด่านสำโรงและสถานีรถไฟสำโรง ท่าเรือดังกล่าวมีขนาดเล็กเพราะจำนวนเรือส่วนตัวแต่ละวันไม่มากประมาณ 20-30 ลำเนื่องจากจำนวนประชากรบริเวณริมคลองสำโรงมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่นิยมตั้งถิ่นฐานที่ปากน้ำ สมุทรปราการเนื่องจากเป็นชุมชนใหญ่และมีสาธารณูปโภคให้บริการแก่ประชาชน เช่น โรงพยาบาลและโทรเลข เป็นต้น เมื่อผู้คนนำเรือจอดที่ท่าเรือเสร็จสิ้นจึงเดินเท้าไปที่สถานีรถไฟสำโรง สำหรับเรือที่จอดท่าเรือไม่ปรากฏความเรื่องขโมยเรือ เนื่องจากบริเวณชุมชนวัดด่านสำโรงมีสถานีตำรวจขนาดเล็กและมีสภาพสังคมชนบทที่ผู้คนรู้จักกันเพราะประชากรมีจำนวนน้อย สำหรับชุมชนบริเวณวัดด่านสำโรงนิยมเดินทางด้วยเท้าไปสถานีรถไฟสำโรงเนื่องจากมีระยะทางเพียงเดินเท้า 5 นาที
จุดประสงค์การเดินทางรถไฟสายปากน้ำของผู้คนบริเวณริมคลองสำโรงเพื่อเดินทางไปทำธุระที่พระนครหรือปากน้ำอันเป็นสถานที่ราชการของจังหวัดสมุทรปราการ ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนเดินทางไปโรงพยาบาลปากน้ำเพื่อรักษาตัว สำหรับการสาธรณสุขของจังหวัดสมุทรปราการสมัยนั้นมีโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวที่อยู่ใกล้กับชุมชนบริเวณริมคลองสำโรงและมีทางคมนาคมที่ดีคือ รถไฟสายปากน้ำ โดยใช้ระยะเวลาการเดินทางจากสถานีสำโรงไปสถานีปากน้ำเพียง 20 นาที ถ้าโดยสารด้วยเรือพายต้องใช้เวลามากกว่าชั่วโมงหนึ่ง ดังนั้นผู้คนบริเวณริมคลองสำโรงนิยมเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยรถไฟ สายปากน้ำ เป็นต้น สำหรับจุดประสงค์การซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคด้วยทางรถไฟของผู้คนบริเวณริมคลองสำโรง ไม่เป็นที่นิยม แม้ว่าบริเวณชุมชนวัดด่านสำโรงช่วงเวลานั้นไม่มีตลาดซื้อขายอุปโภคบริโภค แต่อยู่ใกล้กับด่านเก็บภาษีประตูน้ำสำโรง ทำให้เรือที่มีจุดประสงค์ทำการค้าต้องจอดเรือเสียภาษี ผู้คนบริเวณวัดด่านสำโรงสามารถเรียกเรือจอดเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ผลไม้ อุปกรณ์การก่อสร้างบ้าน เช่น ใบจากเพื่อทำหลังคาบ้าน เป็นต้น แม้ว่าผู้คนบริเวณริมคลองสำโรงไม่นิยมเดินทางซื้อของอุปโภคบริโภคด้วยรถไฟ แต่พ่อค้าส่วนใหญ่ที่เป็นคนจีนอาศัยและทำธุรกิจที่ปากน้ำนิยมเดินทางด้วยรถไฟชั้น 3 เวลาเช้า (คันที่ 1) เพื่อเดินทางไปที่พระนครหาซื้อสินค้ามาขายที่ปากน้ำและเดินทางขนส่งมาที่ปากน้ำด้วยตนเองโดยเสียค่าธรรมเนียมตามจำนวนคนที่ขนสิ่งของคือ คนละ คนละ 15 สตางค์ สำหรับข้าราชการที่เดินทางมาทำธุระช่วงระหว่างพระนครและสมุทรปราการนิยมใช้รถไฟเนื่องจากมีความรวดเร็วและสามารถเบิกเงินค่าเดินทางรถไฟกับพระคลัง เช่น การจัดหาพันธุ์ข้าวปลูกตามตำบลต่างๆในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ปี พ.ศ. 2470 เป็นต้น[11]
สำหรับการขนส่งสินค้าทางรถไฟเฉพาะสถานีรถไฟสำโรง สินค้าส่วนใหญ่เป็นข้าวสารที่ผลิตขึ้นบริเวณริมคลองสำโรงคือ ตำบลจระเข้, อำเภอบางพลี และอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ[12]เนื่องจากสถานที่กล่าวมานี้อาจมีการผลิตข้าวเปลือกจำนวนมากและมีโรงสีขนาดใหญ่ แต่บริเวณวัดด่านสำโรงจนถึงวัดหนามแดงที่อยู่ริมคลองสำโรงมีโรงสีข้าวเพียงแห่งเดียวที่ผู้คนนิยมนำข้าวเปลือกมาที่โรงสีนี้มีขนาดเพียง 5 เกวียน ดังนั้นบริเวณที่กล่าวมานี้มีเพียงการส่งออกข้าวเปลือกเท่านั้นและไม่นิยมขนส่งทางรถไฟเนื่องจากโรงสีส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำลำคลองเนื่องจากนิยมขนส่งสินค้าทางเรือ
การขนส่งข้าวสารด้วยเรือขนส่งโดยเดินทางตามทางคลองสำโรงต้องผ่านประตูน้ำด่านเก็บภาษีสำโรงและจอดเรือที่ท่าเรือสำโรงเพื่อขนถ่ายสินค้าเดินทางด้วยรถไฟ บริเวณท่าเรือคลองสำโรงมีกุลีแบกหามนำข้าวสารขึ้นรถไฟ เมื่อขนข้าวสารเสร็จสิ้นจึงเดินทางไปที่หัวลำโพง กรุงเทพมหานคร และกระจายสินค้าทั่วกรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของการส่งออกข้าวของจังหวัดสมุทรปราการ
บรรณานุกรม
เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง สัญญารถไฟปากน้ำระหว่างรัฐบาลสยามกับพระนิเทศชลรี [Alfred John Loftus] และ พระยาชลยุทธโยธิน [Clndrea du Plessis de Richelicu] (13 กันยายน พ.ศ. 2429) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/1)
เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำประกาศเรียกหุ้นและชี้แจงงบประมาณค่าก่อสร้าง [พ.ศ.2432] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/3)
เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำขอยกเว้นภาษีขาเข้าอุปกรณ์เครื่องเหล็กสำหรับสร้างทางรถไฟ [พ.ศ.2434-2435] (25 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/6)
เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ตั้งผู้ตรวจบัญชีบริษัทรถไฟปากน้ำ [2436] (7 มีนาคม ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/8)
เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ถวายกำหนดเวลาเดินรถไฟสายปากน้ำ [2459] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/10)
เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง กระทรวงพระคลังขอให้กระทรวงต่างประเทศส่งหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ต. บางเมือง สมุทรปราการ (8 มกราคม พ.ศ. 2467) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/11)
เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กระทรวงเกษตรคิดจะบำรุงพันธุ์ข้าวจึงสั่งให้เกษตรมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ [พ.ศ.2470] (16 ธันวาคม พ.ศ. 2470) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 13/1831)
เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทาน เสนองบเดือนเรือบันทุกสินค้าผ่านเข้าออกประตูน้ำต่างในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๗๓ ต่อกระทรวงๆสั่งให้เก็บรวบรวมได้ [พ.ศ. 2474] (2 มิถุนายน พ.ศ. 2474) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/527)
เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทาน เสนองบปีเรือบรรทุกสินค้าผ่านเข้าออกประตูน้ำต่างๆประจำ พ.ศ.๒๔๗๓[พ.ศ. 24741] (26 มิถุนายน พ.ศ. 2474)) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/528)
เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทานเสนองบเดือนเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ ผ่านเข้าออกประตูน้ำ ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๔ [พ.ศ.] (17 มิถุนายน พ.ศ. 2474) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/529)
เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กรมชลประทานเสนอบัญชีงบเดือนเรือบรรทุกสินค้าผ่านเข้าออกประตูน้ำต่างๆในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๔ [พ.ศ. 2474] (30 มิถุนายน พ.ศ. 2474) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 1.2/530)
http://th.wikipedia.org%20เรื่อง%20อัฐ%20 ค้นหาเมื่อ 12/09/09
สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊ส
--------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิง
[1] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง สัญญารถไฟปากน้ำระหว่างรัฐบาลสยามกับพระนิเทศชลรี [Alfred John Loftus] และ พระยาชลยุทธโยธิน [Clndrea du Plessis de Richelicu] (13 กันยายน พ.ศ. 2429) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/1)
[2] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ตั้งผู้ตรวจบัญชีบริษัทรถไฟปากน้ำ [2436] (7 มีนาคม ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/8)
[3] เงินเดือนและค่าจ้างปรากฏในหนังสือชี้ชวนผู้ลงทุน ปรากฏที่บัญชีตารางที่ 2 มีจำนวน 10 ตำแหน่ง มีรายละเอียดดังนี้ เงินเดือนผู้ตรวจจัดการทั่วไป เดือนละ 400 บาท, ผู้จัดการประจำสเตชันใหญ่ จำนวน 2 คนๆละ 30 บาทต่อเดือน, ผู้จัดการประจำสเตชันกลางทาง จำนวน 2 คนๆละ 20 บาทต่อเดือน, เสมียนตรวจการ จำนวน 2 คนๆละ 25 บาทต่อเดือน, อินยิเนียนายช่างกลใหญ่ จำนวน 1 คนละ 80 บาทต่อเดือน, อินยิเนียใช้เครื่องเดินรถ จำนวน 2 คนละ 30 บาทต่อเดือน, คนใส่ไฟ จำนวน 2 คนละ 20 บาทต่อเดือน, ผู้ตรวจรักษาทาง จำนวน 3 คนละ 15 บาทต่อเดือน, กุลีหาบขน จำนวน 6 คนละ 12 บาทต่อเดือน, ช่างไม้ จำนวน 2 คนละ 20 บาทต่อเดือน
[4] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำประกาศเรียกหุ้นและชี้แจงงบประมาณค่าก่อสร้าง [พ.ศ.2432] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/3)
[5] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง บริษัทรถไฟปากน้ำขอยกเว้นภาษีขาเข้าอุปกรณ์เครื่องเหล็กสำหรับสร้างทางรถไฟ [พ.ศ.2434-2435] (25 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 110) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/6)
[6] เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ กรมรถไฟ (รถไฟสายกรุงเทพ - ปากน้ำ) พ.ศ. 2492 - 2467 เรื่อง ถวายกำหนดเวลาเดินรถไฟสายปากน้ำ [2459] (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กต 5.3/10)
[7] อัฐ เป็นหน่วยเงินที่ใช้ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมีค่าเท่ากับ 1/64 บาท และ 1/8 เฟื้อง ความหมายของคำว่า อัฐ แปลว่า แปด เนื่องจากเงินจำนวน 8 อัฐ จะเท่ากับ 1 เฟื้อง จึงทำให้เรียกเช่นนั้น (http://th.wikipedia.org%20ค้นหาเมื่อ 12/09/09)
[8] เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กระทรวงเกษตรคิดจะบำรุงพันธุ์ข้าวจึงสั่งให้เกษตรมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ [พ.ศ.2470] (16 ธันวาคม พ.ศ. 2470) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 13/1831)
[9] สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊ส
[10] สัมภาษณ์นายประทุม ฟักเทพ อดีตนายกเทศมนตรีด่านสำโรงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เวลาบ่าย 3 โมง สถานที่ร้านชูชาติแก๊ส
[11]แหล่งเดิม เอกสารกระทรวงเกษตร เรื่อง กระทรวงเกษตรคิดจะบำรุงพันธุ์ข้าวจึงสั่งให้เกษตรมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ [พ.ศ.2470] (16 ธันวาคม พ.ศ. 2470) (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กส. 13/1831)
[12] ดูเอกสารเสนองบบัญชีงบเดินเรือบรรทุกสินค้าซึ่งผ่านเข้าและออกประตูน้ำตำบลต่างๆ ปี พ.ศ. 2474 (กส. 1.2/527-กส. 1.2/530)
หมดแล้วครับ
ขอบคุณที่รับชมครับ,
สวัสดีครับ,
ปล. มีคำถามเชิญถาม